Skip to content

Posts from the ‘Uncategorized’ Category

31
พ.ค.

พฤติกรรมความรุนแรงของพรรคประชาธิปัตย์ในสภา

เมื่ออดีคนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย นายมาร์ค อภิสิทธิ์ส่งทหารไปทำร้ายลูกความของผมในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 เห็นได้ชัดเจนมากว่าเขาทำไปเพื่อปกป้อง “หลักนิติธรรม” การที่ทหารสั่งการโดยนายมาร์คใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชนมือเปล่ากลายเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของนายมาร์คที่มักโฆษณาว่าตนเองเป็นคนเรียบร้อยมีระเบียบ

เรายืนยันเสมอว่าเจตจำนงค์ของนายมาร์คในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 คือการรักษาไว้ซึ่งการทำลายหลักนิติธรรมของเขาและยับยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเรียกร้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เขาได้มาจากกระบวนการทางสภาแต่ไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนหลังจากได้รับการสนุบสนุนจากกองทัพไทยและจากการเป็นพันธมิตรกับกลุ่มฝ่ายขวาหัวรุนแรงเสื้อเหลืองหรือกลุ่มพันธธมิตรในปี 2551

หลังจากพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายขายขี้หน้าในการเลือกตั้งในปี 2553  โดยแพ้อย่างราบคาบให้กับผู้สมัครหน้าใหม่ที่ขาดประสบการณ์แต่มีความสามารถอย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประชาชนไทยคงหวังว่าพวกเขาได้ส่งข้อความชัดเจนถึงนายมาร์คว่า “พวกเราไม่ต้องการให้คุณหรือพรรคของคุณเป็นรัฐบาล” ในประเทศที่มีประชาธิปไตย การได้รับประชามติจากการเลือกตั้งอย่างพรรคเพื่อไทยของยิ่งลักษณ์ได้รับมักจะทำให้เกิดเสถียรภาพในประเทศและทำให้พรรคที่แพ้เลือกตั้งกลับไปคิดว่าเหตุใดจึงแพ้เลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คนที่จบจากวิทยาลัยอีตันและมหาลัยออกซ์ฟอร์ดอย่างนายมาร์คกลับเมินเฉยบทเรียนประชาธิปไตยที่ง่ายๆนี้

เมื่อสองวันที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่พรรคประชาปัตย์เมินเฉยต่อประชาธิปไตย กระบวนการรัฐสภาและเจตจำนงค์ประชาชนไทยอย่างสิ้นเชิง อีกครั้งที่พรรคได้จับมือร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ใหม่ขนาดเล็กและนิยมความรุนแรง กลุ่มที่เหมือนอยากจะก่อความรุนแรงต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ในวันที่ 30  พฤษภาคม) กลุ่มคนบ้าคลั่งอย่างกลุ่มพันธมิตรทซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ ราว 2,000-3,000 คนชุมนุมหน้ารัฐสภาและในเหตุการณ์ความวุ่นวาย สส.พรรคประชาธิปัตย์ทำความเคารพแบบพรรคนาซีและเข้าล้อมประธานสภานายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ มีการฉุดกระชากและพยายามข่มขู่ประธานสภา สส.ประชาธิปัตย์สติแตกคนหนึ่ง  รังสิมา รอดรัสมีได้พยายามเอาเก้าอี้ประธานสภาไปซ่อนด้วยความโกรธ หลังจากนั้นรังสิมาได้โทรเข้าไปในรายการทีวีและเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตร “บุกเข้าไปในสภา” ในขณะที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายมาร์ค อภิสิทธิ์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและปัจจุบันดำรงตำแหน่งสส.นายกรณ์ จาติกวณิชได้ให้การสนับสนุนอยู่ข้างๆ โดยพูดจาส่งเสริมกลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ใหม่พันธิมิตรและการกระทำข่มขู่ของสส.พรรคประชาธิปัตย์ในสภา

ในวันที่ 31 พฤษภาคม มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นอีก สส.พรรคประชาธิปัตย์วิ่งวุ่นอย่างบ้าคลังในสภาอีกครั้ง สส.ของพรรคข้าวงปาเอกสารและทำร้ายสส.พรรครัฐบาล ในเหตุการณ์ที่รุนแรงและน่าตกใจ สส.พรรรคประชาธิปัตย์ นายธานี เทือกสุบรรณ (น้องชายอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ) คว้าสส.พรรคเพื่อไทยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ที่คอ ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นการทำร้ายร่างกายที่รุนแรง อีกครั้งที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายมาร์ค นายกรณ์ จาติกวณิช และนายศิริโชค โสภาสนับสนุนส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและรุนแรง และกล่าวหาคนอื่นอย่างผิดๆและไม่มีข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำได้ดี

ในขณะที่สส.พรรคประชาธิปัตย์กระทำพฤติกรรมข่มขวัญผู้อื่นในสภา พันธมิตรของพวกเขาในกลุ่มพันธมิตรชุมนุมอยู่นอกสภาและขู่ว่าจะบุกเข้าไปในสภา ครั้งนี้กลุ่มพันธมิตรตัดสินใจจะไม่ทำ แต่ได้ประกาศว่าจะกลับมาในวันที่ 1 มิถุนายน ตอนหกโมงเช้าเพื่อเข้าร่วมสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การต่อสู้ครั้สุดท้าย”

กิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์เป็นไปเพื่อยับยั้งการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในเรื่องของพรบ.ปรองดองอย่างมีประสิทธิภาพ เราสามารถมองว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ต้องการแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว พรรคความเข้าร่วมการอภิปรายที่สมเหตุสมผลและสันติ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า  แน่นอนหากพรรคประชาธิปัตเชื่อในประชาธิปไตย พรรคคงคิดได้ว่าพวกเขาไม่มีประชามติที่จะยับยั้งกระบวนการนิติบัญญัติของพรบ.นี้หรือพรบ.ใดก็ตาม หน้าที่ “ฝ่านค้าน” อย่างเป็นทางการ หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์มีหน้าที่ต้อง “คัดค้าน” รัฐบาลด้วยการใช้วิธีการที่เป็นประชาธิปไตยและกระบวนการรัฐสภา อย่างไรก็ตามการใช้ความรุนแรง การข่มขู่และข่มขวัญ ในขณะเดียวกันก็จับมือกับกลุ่มพันธมิตรไม่ใช่นโยบายและเป็นพฤติกรรมที่ดีพอที่จะชนะการเลือกตั้งได้

ดังนั้น เมื่อพิจารณาทุกอย่างจะเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกเพราะการบริหารภายใต้ “หลักนิติธรรม” คือมาตราฐานของ “ภาพลักษณ์” นายอภิสิทธิ์ และคือเรื่องที่เขาย้ำอยู่เสมอ ในเดือนกรกฎาคม ปี 2552 หลังจากที่เขาส่งทหารกว่าหมื่นนายไปบดขยี้คลื่นลูกแรกของการชุมนุมคนเสื้อแดง นายมาร์คบอกเวปไซต์การลงทุนระหว่างประเทศของนายโทมัส ไวท์ว่า

“ผมสามารถรับรองว่ารัฐบาลของผมจะเดินตามแนวทางของหลักการตามประชาธิปไตย รัฐบาลที่ดี ความโปร่งใสและความเคารพความยุติธรรมและหลักนิติธรรม”

ไม่กี่เดือนก่อนที่นายมาร์คจะพูดแบบนี้ หนึ่งในสมาชิกรัฐบาลของเขา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ได้เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรซึ่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นการส่วนตัว หนังสือพิมพ์เดลี่เทเลการ์ฟของอังกฤษกล่าวว่า

“นายกษิตเล่าให้นักการทูตและนักข่าวต่างชาติซึ่งต้องตกใจหลังจากฟังเรื่องดังกล่าวในวันศุกร์ว่า การชุมนุม “สนุกมาก” “อาหารดี ดนตรีไพเราะ” เขาอธิบาย

แม้นายมาร์คจะมีความเชื่อย่างมากต่อ “หลักนิติธรรม” สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เขาไม่เชื่อในการปรับใช้หลักการเหล่านั้นกับตนเอง พวกพ้องหรือพรรคการเมืองของเขา

และยังดูเหมือนว่านายมาร์ค อภิสิทธิ์และพรรคไม่สามารถทำใจได้ว่าประชาชนไทยไม่ต้องการพวกเขา ซึ่งเห็นได้จากผลการเลือกตั้งในปี 2553  และนั้นทำให้เริ่มเห็นอย่างช้าๆว่า แนวความคิดแบบเจ้าขุนมูลนายของพวกเขากำลังจะกลายเป็นความผิดพลาดทางประวัติศาตร์

และที่น่าเศร้าคือ นายมาร์ค อภิสิทธิ์และกลุ่มพันธมิตรหัวรุนแรง กลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ใหม่และกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยอื่นรู้สึกสิ้นไร้ไม้ตรอกมากขึ้นทุกวันและมากยิ่งกล่าวพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการ เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นและสถานการณ์ในปัจจุบันจะคลี่คลายและเข้าใจว่าคนที่เป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดในประเทศอังกฤษ จบการศึกษาจากวิทยาลัยอีตันจะต้องเคารพกฎเกณฑ์เช่นกัน

18
ก.ย.

รัฐประหารที่รุนแรงและเต็มไปด้วยการนองเลือด

พวกเขาเรียกมันว่า รัฐประหารที่ “ปราศจากการนองเลือด” ราวกับว่าการกระทำที่รุนแรงนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการนองเลือด ไม่มีคนบาดเจ็บหรือล้มตายในค่ำคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เมื่อรถถังของทหารปรากฏบนท้องถนนกรุงเทพมหานคร และบดขยี้ประชาธิปไตยที่ถูกสร้างขึ้นอย่างช้าๆ เป็นเวลากว่าหลายทศวรรษที่ผสมปนเปไปด้วยโศกนาถกรรมและชัยชนะ อุปกรณ์ที่เหล่าทหารใช้ขับเคลื่อนเข้ามายังเมืองหลวงเล่าเรื่องราวที่ต่างกันออกไป สาเหตุหนึ่งที่ไม่มีการนองเลือดบนท้องถนนในค่ำคืนวันนั้น เป็นเพราะไม่มีการต่อต้านจากประชาชนที่กำลังตกอยู่ในความงงงวย แต่อย่างที่เราได้ประจักษ์ในเวลาต่อมาคือ ทหารพร้อมจะยิงใครก็ตามที่กล้าต่อต้านการกระทำอันทารุณที่ไม่สามารถยอมรับได้ ซึ่งสั่งการโดยผู้บังคับบัญชาการของพวกเขา

ประชาชนชาวไทยอดทนต่อรัฐบาลทหารที่ขึ้นสู่อำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กลุ่มทหารที่อ้างว่าพวกเขาไม่มีเจตนาจะล้มล้างประชาธิปไตย ฉกฉวยอำนาจหรือเงินทองเพื่อตนเอง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหล่านายพลเหล่านั้นอนุมัติกฎหมายยกเว้นความรับผิดให้กับตนเอง ประชาชนชาวไทยยังยอมทนต่อไปเพื่อให้ประเทศชาติได้ก้าวไปข้างหน้า ประชาชนชาวไทยยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาจะไม่สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้นายกรัฐมนตรีที่พวกเขาเลือกมาแล้วถึงสองครั้ง และยังรอคอยการเลือกตั้งอีกครั้ง เพื่อพวกเขาจะได้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงอีกครั้งหนึ่ง พวกเขายังเออออไปกับรัฐธรรมนูญที่ขัดขวางไม่ให้คนส่วนใหญ่ปกครองบ้านเมือง และให้อำนาจล้นฟ้ากับกลุ่มตุลาการที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนสั่งยกเลิกมติมหาชน เพื่อพวกเขาจะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา

ตลอดช่วงเวลานี้ ประชาชนชาวไทยเป็นตัวอย่างของการเต็มใจที่จะให้อภัย และในเวลาเดียวกันก็เป็นตัวอย่างของความยึดมั่นที่มีต่อกระบวนการทางประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ พฤติกรรมของพวกเขาหลังจากรัฐประหารแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพฤติกรรมของกลุ่มคนที่อาฆาตมาตร้ายและมีจิตใจคับแคบที่ถอดถอนรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และยังไม่เสียเวลาที่จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อประกันว่า “ประชาธิปไตย” ที่พวกเขาสัญญาจะสร้างขึ้นใหม่ไม่ใช่อะไรไปมากไปกว่าเรื่องโกหกหลอกลวง ความอดทนของประชาชนได้สิ้นสุดลงในปี 2551 เมื่อการทรยศของทหารไม่สามารถตบตาผู้คนได้อีกต่อไป รัฐประหารตุลาการถูกนำมาใช้หลังจากความล้มเหลวของตุลาการกองทัพ มีการเปิดทางให้ทหารขึ้นสู่อำนาจอีกครั้ง โดยหลบอยู่หลังฉากหน้าตาอันน่าสมเพชของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในตัวของนายอภิสิทธิ์ กองทัพอาจจะค้นพบบุคคลที่เต็มใจสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองด้วยอำนาจนิยม ภายใต้ภาษาของกฎหมายและประชาธิปไตย แต่กระนั้นก็ไม่สามารถหลอกลวงใครได้

ตามที่เราเข้าใจได้อย่างอย่างง่ายๆแม้แต่เพียงหนึ่งวันหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร ห้าปีหลังจากนั้น จึงดูเหมือนเป็นเรื่องตลกขบขันอย่างยิ่งที่จะนิยามรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ว่าเป็น “รัฐประหารที่ปราศจากการนองเลือด” แท้ที่จริง มีการนองเลือดอย่างมหาศาลตั้งแต่ค่ำคืนนั้น เนื่องจากกองทัพตกลงที่จะกีดดัน “คนผิด” ออกจากอำนาจ รับประกันว่า “คนถูก”จะได้เลื่อนตำแหน่ง ใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างมหาศาล รับรองว่ากลุ่มชายในเครื่องแบบจะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายใด และกักขังกลุ่มคนที่แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีไว้ในเรือนจำที่สกปรกโสโครก อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีการนองเลือดแม้แต่หยดเดียวเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐประหารเป็นความล้มเหลวอย่างน่าอดสู ห้าปีหลังจากนั้น เรากลับไปยืนในที่ที่เราจากมาอีกครั้ง โดยมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากตระกูลชินวัตร และกลุ่มทหารที่ซุ่มโจมตีในที่ลับ หาโอกาสล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรตกอยู่ในสถานะที่ลำบาก ในด้านหนึ่งเธอได้รับประชามติอย่างเด็ดขาดจากประชาชานที่เลือกเธอมาด้วยความคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่สามารถจะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และอีกด้านหนึ่งเธอต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่เป็นข้าราชการและทหารที่พยายามสกัดกั้นเธอทุกย่างก้าว ภายใต้คำขมขู่ที่ชัดเจนว่า พวกเขาไม่ลังเลที่จะถอดถอนเธอ การเอาชนะต่ออุปสรรคแห่งประวัติศาสตร์นี่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับอุตสาหะของกลุ่มคนที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยโดยการถอดหน้ากากกลุ่มคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการทำลายประชาธิปไตยออกมา ตามด้วยการรณรงค์ปล่อยนักโทษทางความคิดหลายราย และพากเพียรต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อยุติวัฒนธรรมการยกเว้นความผิด

ในหนังสือ Revolution Interrupted เขียนโดยนักวิชาการที่ชื่อ Tyrell Haberkorn ได้บันทึกข้อมูลของผู้ต่อสู้ที่มาก่อนการว่า

ชาวนาในภาคอีสานได้กลายเป็นนักปฏิวัติ เมื่อพวกเขาไม่เป็นเพียงแค่ผู้ถูกกระทำทางกฎหมาย และเปลี่ยนไปเป็นผู้กำหนดทิศทางของกฎหมาย และบังคับให้เจ้าของที่ดินและรัฐต้องรับผิดชอบต่อพวกเขา

Haberkorn พุดต่อว่า

มันไม่ใช่ เรื่องของความรุนแรงต่อชาวนาและกลุ่มกบฏในประเทศไทยช่วงยุค 70 ที่สร้างความประหลาดใจและรบกวนใจดิฉัน แต่เป็นความเงียบงันเรื้อรังของกลุ่มคนที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปีหลังจากนั้นต่างหาก ในบริบทของความต่อเนื่องและผลัดเปลี่ยนของการกดขี่อย่างสม่ำเสมอต่อผู้ที่ท้าทายต่อการก้มหัวยอมับคำสั่ง ความเงียบงันนี้คุกคามและทำให้ปัญหานั้นกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดรับรู้

การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงพยายามจะยุติความเงียบงันนั้นในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยการยุติวัฒนธรรมการละเว้นความรับผิดให้กับกลุ่มคนที่สังหารพี่น้องเราอย่างเลือดเย็น ชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นในการต่อสู้อันยาวเพื่อยุติวัฒนธรรมการไม่ต้องรับผิดนี้

1
ก.ค.

5 ปีหลังการทำรัฐประหาร: ประเทศไทยได้อะไรบ้าง?

หนึ่งอาทิตย์ก่อนการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ และคู่แข่งนายโรนัล เรแกน การสำรวจคะแนนความนิยมแสดงว่าทั่งคู่มีคะแนนความนิยมที่สูสีกัน ทั้งสองเผชิญหน้ากันที่คลีฟแลนด์เพื่อดีเบตเรื่องนโยบายของพรรคผ่านทางรายการโทรทัศน์ที่เชิญพรรคการเมืองหลักสองพรรคมาถกเถียงกันในปี พ.ศ. 2523 โดยทั้งสองคนมีเวลาคนละเก้าสิบนาทีในการอภิปรายและนำเสนอจุดแข็งของแต่ละคน ประธานาธิบดีคาร์เตอร์มีนโยบายที่เหนือชั้นกว่า ส่วนนายเรแกนมีวาทศิลป์ในการสื่อสารที่ดีกว่า แต่คำแถลงปิดการอภิปรายที่ยาวหนึ่งนาทีของนายเรแกน ได้กลายเป็นคำพูดที่ถูกกล่าวขวัญและในบางครั้งมีความเชื่อว่า คำพูดนี้คือตัวแปรที่ทำให้เขาชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา ซึ่งนายเรแกนได้ถามคำถามง่ายๆที่ทำให้รู้สึกเบาใจว่า

วันอังคารหน้านี้คือวันเลือกตั้ง วันอังคารหน้าพวกท่านจะออกไปเลือกตั้ง ยืนอยู่ในซุ้มเลือกตั้ง และต้องตัดสินใจ ผมคิดว่าในนาทีที่ท่านต้องตัดสินใจ มันอาจจะเป็นเรื่องดีที่ท่านต้องถามตัวเองว่า ตอนนี้ชีวิตท่านดีขึ้นกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วหรือไม่?ตอนนี้ท่านเดินเข้าไปซื้อของในร้านค้าง่ายขึ้นกว่าสี่ปีที่แล้วหรือไม่? ตอนนี้อัตราการว่างงานในประเทศต่ำกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วหรือไม่? อเมริกาได้รับการเคารพนับถือเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่? ท่านรู้สึกว่าเราความปลอดภัยและเข้มแข็งเหมือนเมื่อสี่ปีที่แล้วหรือไม่? หากคำตอบในแต่ละคำถามของท่านคือใช่ มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าท่านจะลงคะแนนเสียงให้ใคร แต่หากท่านไม่เห็นด้วยว่าสิ่งที่ทิศทางของเราตั้งแต่เมื่อสี่ปีที่แล้วและไม่อยากให้ทิศทางนี้ดำเนินต่อไปอีกสี่ปี เช่นนั้นผมสามารถแนะนำตัวเลือกอื่นให้ท่านได้

นายเรแกนชนะนายคาร์เตอร์ในการเลือกตั้งอย่างขาดลอยใน 44 รัฐ

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นเวลาเกือบห้าปีนับตั้งแต่กองทัพทำรัฐประหารถอดถอนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจลงคะแนนเสียงอาจจะสนใจพิจารณาคำถามที่เป็นตัวแปรของนายเรแกน

ชีวิตท่านตอนนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อห้าปีที่แล้วหรือไม่? ของกินของใช้ที่ท่านจับจ่ายใช้สอยถูกลงกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วหรือไม่? ท่านหางานที่จ่ายเงินเดือนที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของท่านได้ง่ายหรือไม่? ท่านรู้สึกว่ารัฐบาลพยายามลดระดับความไม่เท่าเทียมและจัดหาบริการขั้นพื้นฐานให้ท่านมากขึ้นกว่าเมื่อห้าปีที่แล้วหรือไม่? สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมของท่านได้รับการปกป้องมากกว่าห้าปีที่แล้วหรือไม่? ประเทศไทยอยู่อย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าเมื่อห้าปีที่แล้วหรือไม่? ประเทศไทยได้รับการเคารพนับถือจากประชาคมโลกมากกว่าห้าปีที่แล้วหรือไม่?

หากคำตอบของท่านต่อคำถามในแต่ละข้อคือใช่ มันชัดเจนอยู่แล้วว่าคุณควรทำอะไรเพื่อให้ได้สิ่งเดียวกันนี้ แต่ถ้าท่านคิดว่ารัฐประหารปี พ.ศ. 2549 และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่นั้น ทำให้ประเทศเดินไปในทางที่ผิด ทำให้ความเจริญรุ่งเรือง ประชาธิปไตย เสถียรภาพ ความปลอดภัยและชื่อเสียงของประเทศตกอยู่ในความเสี่ยง ท่านสามารถช่วยนำพาประเทศกลับไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้

ห้าปีที่แล้ว  ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะนโยบายทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นการค้าเสรีและการขยายตัวของโอกาสทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่พ.ศ. 2544 รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 30เปอร์เซ็นต์และจำนวนของคนยากจนลดลงถึงครึ่งหนึ่ง ในขณะเดียวกัน นโยบายรัฐบาลยังส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนภายในประเทศจากต่างชาติในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ นโยบายที่สนับสนุนการศึกษา การแพทย์สาธารณสุข และการลงทุนช่วยลดความไม่เท่าเทียมทางรายได้ ธุรกิจครอบครัวที่มีปัญหาติดขัดทางด้านการเงินก็ได้รับโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่พวกเขาจำเป็นในการใช้ขยาย เพิ่มขนาด และทำให้ชีวิตพวกเขาและลูกหลานดีขึ้น

แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เมื่อห้าปีที่แล้วประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย เมื่อห้าปีที่แล้ว ทหารไม่ได้ควบคุมรัฐบาล เมื่อห้าปีที่แล้ว ไม่ได้มีการเซ็นเซอร์เวปไซต์จำนวนครึ่งล้านเวปไซต์ หรือการจับคนนับร้อยคนที่แสดงความคิดเห็นขังคุก เมื่อห้าปีที่แล้ว ประเทศไทยยังอยู่อย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้าน และได้รับการนับถืออย่างกว้างขวางจากทั่วโลกว่าเป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปกครองแบบประชาธิปไตย การพัฒนาและมีผู้นำที่มีศักยภาพ ท่านอาจลองเปรียบการรับมือกับหายนะสึนามิเมื่อพ.ศ. 2548 ของรัฐบาลชุดก่อนกับการจัดการกับปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลชุดนี้

ใน พ.ศ.2550 มันเป็นเรื่องจริงที่สถานการณ์ในประเทศห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรยอมรับว่าเขาทำผิดพลาดในการจัดการกับสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ แต่ไม่ว่ารัฐบาลของเขาจะทำผิดพลาดอย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวนั้นสมควรจะได้รับการแก้ไขผ่านทางกระบวนการทางประชาธิปไตย แทนการทำรัฐประหารโดยกองทัพ โดยการปล้นกระบวนการตุลาการ หรือโดยการดำเนินคดีอาญากับฝ่ายตรงข้าม กลุ่มอำมาตย์ไม่ได้ทำอะไรให้กับประเทศเลยนอกจากทำให้ล้าหลังไปกว่า 30 ปี แต่สิ่งที่แย่กว่าความหายนอันเกิดจากความหมกมุ่นเรื่องทักษิณของกลุ่มอำมาตย์คือ ข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนกลุ่มผู้นำของพวกเขาไม่เรียนรู้จากบทเรียนเลย เพราะในขณะที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา การรณรงค์หาเสียงที่ห่วยแตกของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่อะไรมากไปกว่าแคมเปญสร้างความเกลียดชังต่อทักษิณ

หากตัดสินจากคำข่มขู่ที่มีอยู่เป็นประจำว่าจะเกิดความโกลาหล จึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า กลุ่มอำมาตย์ไม่พร้อมที่จะรับผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นคุณต่อพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าในพ.ศ. 2549 หรือ พ.ศ. 2550 แต่หากกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งพิพากษาอย่างชัดเจนอีกครั้ง คำพิพากษาที่นำชัยชนะและประชามติที่เด็ดขาดในการบริหารประเทศ สิ่งเหล่านี้จะทำให้กลุ่มอำมาตย์ไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับเจตจำนงของประชาชนและปล่อยให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้า ห้าปีแห่งความขัดแย้ง กดขี่ และโศกนาถกรรมร้ายแรงที่เกิดความล้มเหลวของกลุ่มอำมาตย์ที่จะยอมรับผลการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมจะให้โอกาสในการเริ่มต้นครั้งใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนราตรีแห่งความมืดมิดช่วงยุคสงครามเย็นไปสู่รุ่งอรุณแห่งศตวรรษที่ 21ได้ในที่สุด

26
พ.ค.

คำแถลงการณ์ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติกรณีอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

26 พฤษภาคม 2554—แกนนำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยนปช.ได้ร้องขอให้สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์ยื่นคำร้องเพิ่มเติมศาลอาญาระหว่างประเทศ(ไอซีซี) ในนามของกลุ่ม เพื่อขอให้ศาลทำการไต่สวนเหตุการณ์ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมในระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 อย่างเป็นอิสระ เนื่องมาจากปรากฏหลักฐานและคำให้การของพยานใหม่ คำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศฉบับใหม่จะผนวกรายงานล่าสุดของกลุ่มเอ็นจีโออย่างองค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์เข้าไปด้วย เพราะเนื่องจากองค์กรเห็นถึงความพยายามที่สำคัญในการทำความจริงให้ปรากฏและสร้างความกระจ่างชัดต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ที่กรุงเทพมหานคร

กลุ่มนปช.เชื่อว่าคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศฉบับที่สองมีความจำเป็น เนื่องจากมีเหตุการณ์ใหม่หลายเหตุการณ์เกิดขึ้น และทั้งนี้เพื่อจะย้ำให้เห็นถึงเจตจำนงของรัฐบาลไทยที่เพิกเฉยต่อความคืบหน้าในการสอบสวน หรือการดำเนินคดีต่อบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบ รวมถึงการที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสั่งให้ปกปิดข้อเท็จจริง หลายเดือนนับตั้งแต่การยื่นของร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งแรก รัฐบาลใช้วิธีการหลบหลีกหลายวิธี โดยเปลี่ยนย้ายความรับผิดชอบภายในหน่วยงานรัฐหลายหน่วย รวมถึงการที่กองทัพยังเสวยสุยกับการไม่ต้องรับผิดใดๆอย่างชัดแจ้ง มีการร่างนโยบายองค์กรโดยการใช้การดำเนินงานแบบคาดเดาและไม่ให้ความร่วมมือกับการสอบสวนถึงกรณีของข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม ซ้ำยังแทรกแซงหน่วยงานที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลเองอย่างคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)  สิ่งที่คนไทยทุกคนรับรู้คือกลุ่มอำมาตย์พยายามที่จะไม่เผชิญหน้ากับความจริงเรื่องเหตุการณ์สังหารหมู่ แม้ว่าจะมีคำแถลงการณ์จากกลุ่มพรรคการเมือง แต่กลุ่มนปช.จะไม่ยอมรับการพูดคุยเรื่องการนิรโทษกรรมจนกว่าความจริงจะปรากฏ และจุดยืนที่หนักแน่นของเราคือ ไม่มีการปรองดองสมานฉันท์ใดที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความรับผิด

ประชาชนชาวไทยจะต้องลุกขึ้นต่อต้านการใช้กฎหมายเผด็จการและเรื่องสองมาตรฐานที่ทำลายการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและจำกัดเสรีภาพการแสดงออกอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ด้วยการยึดมั่นแนวทางแสดงหาความจริงและความเป็นธรรมในสังคม อคติอันหยั่งรากลึกและการเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อที่จงรักภักดีต่อรัฐบาลไม่ได้สามารถทำอะไรนอกจากสร้างความมุ่งมั่นให้แก่ที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มนปช.ในความพยายามที่จะอธิบายและเปิดโปงขวากนามแห่งความอยุติธรรมอย่างเป็นระบบที่ยังคงมีอยู่ในทุกซอกทกมุมของประชาธิปไตยในประเทศไทย

แม้การเลือกตั้งกำลังจะมีขึ้น แต่แกนนำกลุ่มนปช.กลับถูกดำเนินคดีหลายคดี รวมถึง คดีก่อการร้าย ปลุกระดมและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีการสั่งให้ดำเนินคดีจากพรรคผู้นำรัฐบาลด้วยเหตุผลทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อพยายามจำกัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเราและปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของเราในฐานะพลเมือง ก่อนจะมีเหตุการณ์การกักขังตามอำเภอใจและจำคุกนักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยโดยมิชอบด้วยกฎหมายอีกครั้ง กลุ่มนปช.ตั้งใจที่จะหาโอกาส แสดงความเห็น และนำเสนอข้อเท็จจริงที่ท้าทายต่อข้อกล่าวหาเรื่องก่อการร้ายของรัฐบาล

รายงานฉบับใหม่ทั้งสามฉบับที่สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์เผยแพร่ในวันนี้ ได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงระดับของโครงสร้างอคติที่มีอยู่ในระดับสูง รวมถึงการบิดเบือนการใช้ทรัพยากรรัฐของรัฐบาลอภิสิทธิ์เพื่อประกันว่าผลของการเลือกตั้งตกอยู่ประโยชน์ของประชาชนส่วนน้อย

โปรดเข้าร่วมการต่อสู้กับการบิดเบือนการใช้อำนาจของรัฐที่ไร้ประชาธิปไตยและถูกหนุนหลังโดยทหาร

นปช.

27
ก.พ.

การปกปิดอาชญากรรมที่ถูกทำนายล่วงหน้า

ในรายงานของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์วันนี้ที่ระบุว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษเหมือนจะถูกกองทัพไทยกดดันให้เปลี่ยนข้อสรุปว่าใครเป็นคนสังหารนักข่าวช่างภาพรอยเตอร์ นายฮีโรยูกิ มูราโมโตนั้นเป็นเรื่องที่น่าตกใจ

แต่สำหรับเราแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด

ในคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศของเราซึ่งเป็นเอกสารที่ดูเหมือนว่าหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หลีกเลี่ยงที่จะอ่าน–คำให้การของพยานนิรนามปากที่ 20 (คำให้การดังกล่าวฉบับแก้ไขดังกล่าวแสดงในข้างล่าง) ทำนายถึงการปกปิดนี้ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

มันเป็นนโยบายทางการของรัฐบาลไทยที่จะปกปิดหรือทำลายหลักฐานการกระทำผิดทางอาญาของรัฐบาลหรือผู้นำทางการทหารเกี่ยวกับการสังหารทั้งหมด หลังจากความเหตุการณ์รุนแรงในกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนเมษายน ปี 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 24 ราย ศอฉ. ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของบุคคลเหล่านั้น ในวันที่ 16 เมษายน นายธาริตมีอำนาจสอบสวนการสังหารอย่างเป็นทางการ

ในขณะนี้ การสอบสวนถึงการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงทั้งแปดสิบสี่รายในระหว่างการชุมนุมจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการและได้มีการสรุปบ้างแล้ว อย่างน้อยเบื้องต้นพวกเขาถูกสังหารโดยทหารกลุ่มหนึ่งจากกองทัพไทยภายใต้คำสั่งของของรัฐบาลไทยและศอฉ. พนักงานสอบสวนของดีเอสไอบางรายที่สรุปแบบนี้ถูกผู้บัญชาการสั่งให้เปลี่ยนข้อสรุป

อธิบดีดีเอสไอ นายธาริตมีส่วนร่วมในการพยายามทำให้ผลการสอบสวนของดีเอสไอล้าช้า และนี่คือหลักฐานความล้มเหลวของเขาในการสั่งให้ทำการสอบสวนโดยรวดเร็วและยังเป็นความล้มเหลวของเขาในการเริ่มต้นสอบสวนเกี่ยวกับประเด็นของเจตนาผู้กระทำ ความล้มเหลวในการเร่งกระทำการสอบสวนของเขานั้นเนื่องจากมีแรงจูงใจอย่างน้อยที่สุดคือในเรื่องข้อเท็จที่เขาเป็นสมากชิกศอฉ. ซึ่งในสถานการณ์ปกติเป็นประเด็นสำคัญในการสอบสวน

นอกจากนี้ ยังประกอบกับความพยายามของรัฐบาลในการปกปิดหลักฐานอีกด้วย อธิบดีดีเอสไอ นายธาริตได้ออกคำสั่งห้ามพนักงานสอบสวนดีเอสไอเรียกทหารจากกองทัพมาสอบสวน ซึ่งต่างจากกระบวนการสอบสวนทั่วไปของดีเอสไออย่างสิ้นเชิง ในส่วนที่ดีเอสไอจะสอบสวนใครก็ตามที่เจ้าหน้าที่สรุปว่ามีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตนั้น

ในเดือนพฤศจิกายน 2553 รายงานอย่างเป็นทางการของดีเอสไอเกี่ยวกับการสังหารในเดือนพฤษภาคม 2553 ได้รั่วไปถึงมือสื่อมวลชน แกนนำคนเสื้อแดงนายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้กล่าวต่อสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นข้อสรุปว่าทหารบางกลุ่มมีส่วนร่วมในการสังหารประชาชน ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นี้ มีรายงานในสื่อไทยว่าผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ์ จันโอชาได้ออกมาเรียกร้องให้ถอดถอนอธิบดีดีเอสไอนายธาริต รองนายกรัฐมนตีสุเทพ เทือกสุบรรณจึงเรียกอธิบดีดีเอสไอธาริตเข้าพบ

ทันทีหลังจากการประชุม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้กล่าวสนับสนุนอธิบดีดีเอสไอนายธาริตต่อสื่อมวลชน นายธาริตไม่ถูกถอดถอนเพราะเขาจะได้มีอำนาจในการตัดสินชี้ขาดไม่ให้ดำเนินคดีต่อผู้นำทางการทหาร หรือสมาชิกศอฉ. ในส่วนของนายธาริต เขาได้กล่าวต่อสื่อว่าคำพูดของนายจตุพรเกี่ยวกับเอกสารรายงานดีเอสไอที่รั่วออกมานั้นไม่ตรงกับข้อสรุปของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ซึ่งคำพูดของนายธาริตไม่ใช่เรื่องจริง

ทันทีหลังจากประชุมกับรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ อธิบดีดีเอสไอ นายธาริตออกคำสั่งภายในดีเอสไอให้เขามีอำนาจในการตัดสินว่าการสังหารมีเจตนาทางอาญาหรือไม่เพียงคนเดียว และหากไม่มีการสรุปเรื่องเกี่ยวกับเจตนาทางอาญาแล้ว จะทำให้ผู้นำทางการทหารหรือรัฐบาลไทยไม่ต้องรับผิดทางอาญา

เป็นเรื่องที่ชัดเจนอย่างมากที่อธิบดีดีเอสไอให้ความเชื่อมั่นนายกรัฐมนตีรอภิสิทธิ์ผ่านทางรองนายกรัฐมนตรีสุเทพว่า ไม่ว่าพนักงานสอบสวนของดีเอสไอจะสรุปผลของการเสียชีวิตว่าอย่างไรก็ตาม แต่เขาจะสรุปให้ทหารไม่มีเจตนาทางอาญาในเหตุการณ์การเสียชีวิตของพลเรือนและทหารในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 เพื่อแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลอนุญาติให้นายธาริตอยู่ในตำแหน่ง

ก่อนที่ความพยายามของเราจะถูกเพิกเฉยอีกครั้ง เราขอให้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ใช้เวลาอ่านคำร้องของเรา เพื่อจะเรียนรู้บางอย่างจากคำร้องดังกล่าว

10
พ.ย.

เหตุใดการนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงน่ากลัว?

โดยเดวิด สเตร็กฟัส ตีพิมพ์ใน New Mandala

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ต่างจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษอื่นตรงที่มักจะตีพิมพ์บทความที่มีความคิดเห็นหลากหลายทางการเมืองในหน้าบรรณาธิการ และยังเป็นประเด็นที่มีความคิดอ่านและน่าฟัง

ตรงข้ามกับบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ในวันที่ 1พฤศจิกายน ที่ผู้เขียนโต้แย้งโดยใช้เหตุผลที่คลุมเครือ โจมตีเรื่องส่วนตัว และให้ความเชื่อถืออย่างไม่สมเหตุสมผลต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ปกป้องผู้กระทำผิด

ผู้เขียนกล่าวว่า การที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พยายามดำเนินคดีกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นเรื่องของการ“บิดเบือนการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างน่าตกใจ” และ “บุคคลปกติทั่วไป” ควรจะ “ประณามการทำให้ความยุติธรรมแปดเปื้อน”

แต่จริงหรือที่ ความพยายามของกลุ่มนปช.ที่จะนำผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีนี้ เป็นการกระทำที่อุกอาจและเกินกว่าเหตุอย่างที่ผู้เขียนพูด? เป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ว่า “บุคคลปกติทั่วไป” จะต้องตั้งข้อสงสัยว่าองค์กรที่มีความเป็นอิสระกึ่งหนึ่งและไม่มีอำนาจแท้จริงที่รัฐบาลตั้งขึ้น อย่างคณะกรรมการค้นหาความจริงและสมานฉันท์ปรองดองแห่งชาติไม่สามารถคาดหวังอะไรได้? มีเหตุผลที่หนักแน่นทางประวัติศาสตร์ใด ที่ทำให้เชื่อว่าระบบตุลาการของประเทศจะไม่ปกป้องคนผิด?

ผู้เขียนกล่าวว่า “ข้อบัญญัติที่สำคัญ”ของศาลอาญาระหว่างประเทศคือศาลต้องพิจารณาข้อกล่าวหาืที่ถูกหยิบยกขึ้นมา “อย่างจริงจัง” แม้ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวจะเป็น “ข้อกลาวหาที่ไร้สาระ” และถูกหยิบยกขึ้นโดย “บุคคลที่สามซึ่งไม่เกี่ยวข้องและอยู่ในเหตุการณ์การชุมนุมของนปช.”

มี 4 ประเด็นที่น่าพิจารณา ดังนี้

ประเด็นแรก มีความเข้าใจที่ผิดถึงเรื่องหน้าที่ของศาลอาญาระหว่างประเทศ ผู้เขียนกล่าวว่าศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งขึ้นเพื่อที่จะนำ “ผู้นำเผด็จการที่เลวร้ายที่สุด” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งอันที่จริงแล้ว ผู้นำเผด็จการทั่วไปเข้าคุณสมบัติที่ระบุไว้ในศาลอาญาระหว่างประเทศ และศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งขึ้นเพื่อจะ “หยุดการปกป้องผู้กระทำความผิดในอาชญากรรมที่ประชาคมโลกกังวล” ดังนั้น ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมีหน้าที่จะต้องพิจารณาว่าการกระทำในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมานั้นเข้าข่าย “อาชญากรรมที่ร้ายแรงมาก” หรือไม่

จนกระทั่งทุกวันนี้ รัฐบาลไทยคิดว่าการสังหารบุคคลทั้ง 91รายไม่เข้าข่าย “อาชญากรรมที่ร้ายแรงมาก” แต่อย่างใด เกือบครึ่งปีหลังจากเหตุการณ์ รัฐบาลไม่เคยแถลงถึงผลชันสูตรของบุคคลที่ถูกสังหารในเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคม และการใช้กฎหมายกดขี่เสรีภาพสื่ออย่างต่อเนื่อง ควรจะเป็นเรื่องที่ “ทำให้ประชาคมโลกรู้สึกกังวล”

ประเด็นที่สอง ผู้เขียนพยายามหยิบยกตัวอย่างประเทศที่ไม่ได้ให้สัตยาบันต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน ฟิลิปปินส์ และจีน จึงไม่น่าแปลกใจที่ รัฐบาลสามารถทำให้ประชาคมโลกวิตกอย่างต่อเนื่องเกี่ยวเรื่อง “ศัตรูนักรบ” ของสหรัฐที่ถูกกักตัวในอ่าวกัวเตมาลา ส่วนอิหร่าน ฟิลิปปินส์ และจีนต่างถูกนักข่าวไร้พรมแดนจัดให้อยู่ใน 15ลำดับต่ำสุดในเรื่องของเสรีภาพสื่อ

ประเด็นที่สาม ผู้เขียนกล่าวหาโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและนปช. ว่า “ไร้รสนิยม” เพราะ “ความพยายามที่น่ารังเกียจ” และ “ไร้สาระ” ที่จะทำลาย “ชื่อเสียงประเทศไทย” ของเขา

คำผรุสวาทเรื่องส่วนตัวคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง ความปราศจากการตรึกตรองอย่างรอบคอบและมีเหตุผล การพยายามดำเนินคดีดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเกมทางการเมืองที่วางแผนโดยทักษิณและนายอัมสเตอร์ดัม แต่มุมมองในเอกสารของนปช.ได้ตั้งคำถามและความกังวลใจถึงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

ประะเด็นสุดท้าย เหมือนว่าผู้เขียนอารมณ์เสียที่ “ผู้ดำรงนายกรัฐมนตรี” สามารถถูก “บุคคลที่สามซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้อง”กล่าวหาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ที่จริงแล้วผู้เขียนเข้าใจผิด-ระยะห่าง <ความไม่เกี่ยวข้อง>เป็นเรื่องสำคัญ ปัญหาสำคัญไม่ใช่เรื่องที่ว่าบุคคลที่สามไม่สมควรจะฟ้องร้องดำเนินคดี แต่องค์กรที่มีความเป็นกลางควรจะเป็นผู้ที่เข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และนี่คือเหตุผลที่นปช.เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันลาออกจากต่ำแหน่งเพื่อประกันความเป็นธรรมในการไต่สวน หากพิจารณาจากพฤติกรรมของศาลเมื่อไม่นามนี้ การตั้งข้อสงสัยว่าศาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ของ “บุคคลที่สามที่ไม่เกี่ยวข้อง” <เป็นกลาง>ได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลกระนั้นหรือ?

หากพิจารณาประวัติศาสตร์ไทยแล้วจะเข้าใจว่า กลุ่มนปช.มีเหตุผลอันสมเหตุสมผลที่จะกลัวว่า รัฐบาลปัจจุบันจะพยายามกลับการกระทำของรัฐบาลในเดือนเมษายนและพฤษภาคมจากดำให้เป็นขาว มีเพียงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 เท่านั้นที่ถูกสอบสวนอย่างจริงจัง รายงานกว่า 2,000ฉบับไม่ได้รับการพิจารณา ศาลไม่เคยคัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ ไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงหรือผู้นำไทยคนไหนถูกดำเนินคดีการสังหารผู้ชุมนุมในปี 2516, 2519 หรือ 2535 และไม่มีเจ้าหน้ารัฐคนใดที่ถูกดำเนินคดีการสังหารประชาชนราว 3,000ราย ในนโยบายสงครามยาเสพติด

ในการพิจารณาการสังหารผู้ชุมนุม 80รายที่ตากใบปีที่แล้ว ศาลได้ยกโทษและความรับผิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐ บทบรรณาธิการในบางกอกโพสต์ในเวลานั้นวิจารณ์คำตัดสินว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตย และเหนือความคาดหมายของประชาชน” รัฐบาลหรือเจ้าหน้ารักษาความมั่นคงไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะใช้อำนาจของกลุ่มตนในการยกเว้นความรับผิดเหล่านั้นได้”

จากประวัติศาสตร์ของประเทศที่ไม่เคยลงโทษคนผิด จึงทำให้ยากที่จะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรม หรือกระบวนการปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยทั่วไป ผู้เขียนไม่เห็นด้วยที่จะเปรียบเทียบประเทศไทยกับซูดาน และมองว่าความพยายามของกลุ่มนปช.ในการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็น “ละครตลก”

ผู้เขียนระบุว่ามุมมองที่ชัดเจนต่อเหตุการณ์ในประเทศไทยคือสิ่งที่สำคัญ โดยกล่าวว่า “การโต้แย้งอย่างมีเหตุมีผลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมสามารถเกิดขึ้นได้” แต่ประเด็นคือ ความเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหนในขณะที่รัฐบาลพยายามปิดกั้นและคุกคามฝ่ายตรงข้าม?

หากผู้เขียนไม่ต้องการที่จะให้ใครเปรียบเทียบประเทศไทยกับเผด็จการ ผู้เขียนควรจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพสื่ออย่างสมบูรณ์ ความเป็นจริงคือ เสรีภาพสื่อในประเทศไทยตกต่ำที่สุดในรอบสิบปี โดยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 158 จาก 178 (อยู่ในลำดับ 15เปอร์เซ็นต์ท้ายเหมือนซูดาน)

ชื่อเสียงประเทศไทยถูกทำลายเพราะการกระทำของรัฐบาล มากกว่าการกระทำของคนที่ต้องการเปิดโปงพฤติกรรมดังกล่าวใช่หรือไม่?

แกนนำเสื้อแดงหลายคนยอมมอบตัว เพราะต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพวกเขาในศาลเหตุใดการนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่น่ากลัว? เพราะความจริงคือ ผู้บริสุทธิ์ไม่มีอะไรต้องกลัว

10
ส.ค.

ประเทศไทย “สยามเมืองยิ้ม”?

เมื่อไม่นานมานี้ Chatham House องค์กรระหว่างที่ไม่แสวงหาผลกำไรและมีชื่อเสียงระดับโลกได้ออกเอกสารเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยความยาว 19หน้า ซึ่งทางทีมงานของเราได้แปลบทนำเป็นเป็นภาษาไทยมาให้คนไทยได้อ่านกัน มีรายละเอียดดังนี้

ประเทศไทยเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่าเป็น “สยามเมืองยิ้ม” แต่จากเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ได้สั่นคลอนภาพลักษณ์ของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศท่องเที่ยวและศูนย์กลางธุรกิจ แม้ในปัจจุบันถนนผู้คนในกรุงเทพมหานครได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ แต่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาความขัดแย้งได้พัฒนาไปไกลกว่าความขัดแย้งเรื่อง “สี” ที่เกิดขึ้นระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลือง แต่กลายเป็นเรื่องของความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างกลุ่มอำมาตย์หัวอนุรักษ์นิยมซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่า เช่น ผู้ที่มีสายสัมพันธ์ในวัง กองทัพ นักธุรกิจ และประชาชนที่รู้สึกว่าตนเองได้รับการปฏิบิติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง

การปราบปรามในเดือนพฤษภาคม ปี 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นชัยของกลุ่มอำนาจเก่า แต่เป็นชัยชนะที่แลกมาด้วยราคาที่แพงมหาศาลอย่างชีวิตของประชาชนและอาคารที่ถูกเผาทำลายในกรุงเทพมหานคร  แม้เหตุการณ์จะสิ้นสุดลง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่ได้ยอมแพ้แต่อย่างใด เพราะการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม มีการคุกคามสื่อและฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล เป็นเหตุให้ประชาชนบางกลุ่มหันมาสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุม อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและกลุ่มผู้สนับสนุนได้เปลี่ยนกลุ่มคนเมืองและชาวชนบทในประเทศไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางการเมือง

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมได้ก้าวผ่านทักษิณ และกลายเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยแทน การเคลื่อนไหวได้พัฒนาไปสู่ประเด็นของความขัดแย้งทางแนวความคิดระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าผู้ซึ่งพยายามต่อสู้เพื่อที่จะรักษาสถานภาพของกลุ่มตน และกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนรักทักษิณ อย่างไรก็ตามการที่ทักษิณมีบทบาทสำคัญในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยต้องการจะเรียกคืนทรัพท์สินและอำนาจทางการเมืองของตนคืน เป็นการอุปสรรคต่อการพัฒนาความการชุมนุมไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรม แต่เราไม่สามารถกล่าวโทษทักษิณว่าเป็นสาเหตุของความไร้เสถียรภาพที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ได้ทั้งหมด การเพิกเฉยต่อสาเหตุแท้จริงที่เป็นต้นเหตุของการประท้วงนี้และความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหานี้โดการปฏิรูปโดยกลุ่มอำนาจเก่า ทำให้ความแตกแยกทางชนชั้นเลวร้ายขึ้น ทักษิณและกลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณจึงยกช่องว่างทางการเมืองตรงนี้มาเล่นงานกลุ่มอำนาจเก่า

การปฏิรูปการเมือง สังคมและเศรษฐกิจที่จริงจัง รวมถึงมีการจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว คือโอกาสที่ดีที่สุดของกลุ่มอำนาจเก่าที่จะรักษาสถานภาพของตนเอง การที่รัฐบาลสัญญาจะแก้ปัญหาความเป็นธรรมในสังคม ปฏิรูปการเมือง และตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นกลางขึ้นมาสอบสวนกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น ดูไม่มีความจริงใจเพราะรัฐบาลยังใช้กำลังทหารในการแก้ไขปัญหา ปิดกั้นคุกคามสื่อของฝ่ายตรงข้าม และไม่มีความพยายามจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว  กลุ่มคนเสื้อแดงแสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนการปรองดองของรัฐบาลเนื่องจากไม่มีความจริงใจและลำเอียง ประชาคมโลกควรพิจารณาบทบาทในการช่วยเชื่อมต่อความแตกแยกนี้ แม้อาจจะไม่สามารถกระทำได้โดยทันทีเพราะความเปราะบางของสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่มิตรประเทศที่สำคัญอย่าง อเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียควรจะหาโอกาสที่จะหว่านล้อมผู้นำประเทศไทยในเห็นถึงประโยชน์ของการปฏิรูปประเทศในอนาคต  เพราะหากปราศจากการปฏิรูปแล้ว อนาคตของประเทศดูเหมือนจะสิ้นหวัง สภาวะทางเศรษฐกิจและสถานภาพในภูมิภาคของประเทศไทยมีแต่จะเสื่อมถอย   และประเทศตะวันตกอาจจะสูญเสียมิตรประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยมีความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค

2
ส.ค.

เมื่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินคุกคามสิทธิมนุษยชน

เมื่อไม่นานมานี้ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพิ์ Soumen Kuvalehti จากประเทศฟินน์แลนด์ บสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์ในวันที่ 1 สิงหาคม 2553 และข้างล่างเป็นส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายของกลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีที่ขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม

“รัฐบาลไทยเล่นเกมส์การเมืองโดยประณามฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เหมือนนายโรเบิร์ต มูกาเบ้ แห่งซิมบับเว่ ทั้งนี้เพื่อที่จะรักษาอำนาจของตนเอง” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว

นายอัมสเตอร์ดัมเดินทางไปยังกรุงเทพมหานครก่อนหน้าที่ทหารจะให้กำลังเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมไม่กี่วัน “ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ กองทัพใช้กำลังเกินจำเป็นในการเข้าสลายค่ายผู้ชุมนุม”

นายอัมสเตอร์ดัมยังไม่เชื่อในคำสัญญาของนายอภิสิทธิ์ที่สัญญาว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นอิสระมาสอบสวนในกรณีของการสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม “คณะกรรมการที่แท้จริงควรมีความเป็นกลาง มีความชอบธรรมทางกฎหมาย และควรจะถูกตรวจสอบโดยนานาชาติ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์เรียกว่ากรรมการสอบสวนที่แท้จริงนั้นเป็นเพียงแค่ฉากละครตลกเท่านั้น”

การจำกัดสิทธิในการแสดงออกคือความพยายามอย่างจนตรอกของรัฐบาลที่จะรักษาอำนาจ

“การกล่าวหาว่าชุมนุมเป็นการจลาจลนั้นเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อให้อำนาจแบบโอเวลเลี่ยน (อำนาจเบ็ดเสร็จ) แก่รัฐบาล โดยมีการคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลบอกว่าประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทั้งที่จริงแล้วแล้วมันเป็นแค่เรื่องชวนหัว เพราะพวกเขาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกำจัดเสรีภาพการแสดงออก”

การเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างช้าสุดในปีหน้า “นายอภิสิทธิ์สัญญาว่าจะมีการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลคงไม่สามารถที่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ตลอดกาล แต่สิ่งที่น่าคิดคือการเลือกตั้งจะมีความเป็นธรรมหรือไม่”

26
ก.ค.

สภาวะอันปราศจาก”ความชอบธรรมทางกฏหมาย”ในประเทศไทย

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

จาก   http://www.huffingtonpost.com/robert-amsterdam/thailands-legitimacy-defi_b_658905.html

สมมุติว่าสัปดาห์หน้า รัฐบาลอิหร่านและเวเนซูเอล่าสั่งให้ทหารใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมนุมบนท้องถนนอย่างทารุณ  เราสามารถคาดเดาได้ว่ารัฐบาลสหรัฐต้องออกมาประณามการกระทำนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย “สยามเมืองยิ้ม” ในขณะนี้คือ กลุ่มผู้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธส่วนใหญ่ถูกสังหารในเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่รัฐบาลสหรัฐเลือกที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นี้อย่างเบา

นโยบายของรัฐบาลสหรัฐต่อประเทศไทยนั้นแต่แรกจนถึงปัจจุบันนั้นมักจะมีท่าทีวางเฉยและหลีกเลี่ยงการโต้แย้งอย่างเปิดเผย หากกล่่าวถึงอิทธิผลอย่างมากของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีต่อภูมิภาคแล้วในตอนนี้ และตามการวิเคราะห์แล้วสัมพันธภาพของประเทศไทยและจีนเติบโตขึ้นหลังจากเหตุการณ์ล้อมปราบ ดังนั้นรัฐบาลสหรัฐจึงต้องแสดงท่าทีสนับสนุนประเทศสัมพันธมิตรอย่างไทยอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตามหากเราวิเคราะห์โดยละเอียดแล้ว เราจะพบข้อเท็จจริงหลังม่านประตูซึ่งแตกต่างไป นั้นคือรัฐบาลไทยประเมินความอดทนของสหรัฐต่อเหตุการณ์นี้สูงเกินไป

มีปัจจัย 3ปัจจัยที่สร้างความกดดันและนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและประเทศไทย

  1. การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในทางที่ผิด
  2. กระบวนการสมานฉันท์อันจอมปลอม
  3. พื้นฐานความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย

หากปราศจากความก้าวหน้าหรือปรับปรุงในข้อใดข้อหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐจะเปลี่ยนท่าทีการสนับสนุนรัฐบาลไทย

นักการทูตผู้เต็มไปด้วยประสบการณ์และน่านับถืออย่างนายวิเลี่ยม  เจ เบิร์นส์  ปลัดการฑูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้แสดงปาฐกถาเมื่อไม่นานมานี้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการย้ำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนระหว่างประชาชนชาวไทยกับรัฐบาลสหรัฐ (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าสหรัฐสนับสนุนรัฐบาลไทยอย่างไม่มีเงื่อนไข) อย่างไรก็ตามเมื่อมีผู้ตั้งคำถามว่าคิดอย่างไรกับการที่รัฐบาลไทยยืดเวลาการใช้ พ.ร.ก ฉุกเฉินอย่างค่อยจะมีเหตุผลที่สมควร นายเบิร์นส์ได้เปิดเผยให้เห็นถึงเหรียญอีกด้านหนึ่ง “ผมได้พูดอย่างชัดเจนทั้งในการส่วนตัวและในที่สาธารณะว่าควรจะมีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างทันที ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยเอง  เพราะการประการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอย่างไม่มีกำหนดนั้น ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย”

ในการกล่าวปาฐกถาดังกล่าว นายเบิร์นส์ยังกล่าวด้วยว่าสหรัฐเรียกร้องให้มี “การดำเนินการสมานฉันท์และยอมรับความเห็นของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแผนการสมานฉันท์ที่จัดทำขึ้นโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้นต้องมีการแก้ไขอีกมากมาย ( เช่น การเข้าร่วมของฝ่ายตรงข้าม)

ความพยายามจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง ถือเป็นเรื่องตลกร้ายเพราะกลุ่มเสื้อแดงผู้นิยมระบอบประชาธิปไตยถูกฟ้องร้อง และถูกตามล่าทั้งวันทั้งคืนโดยรัฐโอร์เวลล์  (กล่าวถึงหนังสือของ George Orwell ชื่อ1984 โดยคนในประเทศดังกล่าวถูกควบคุมตรวจสอบโดย Big Brother ตลอดเวลา) ที่มีชื่อว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)  ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรที่ไม่ต้องแสดงรับผิดชอบต่อการกระทำใด และสมาชิกประกอบไปด้วยบุคคลซึ่งถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาล และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการใช้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

คณะกรรมการค้นหาความจริงได้รับการแต่งตั้งโดยไม่มีการสอบถามความเห็นเหยื่อที่ถูกกระทำ และประธานของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ(นายคณิต ณ นคร) ได้กล่าวว่าแนวทางของคณะจะไม่มุ่งเน้นไปที่การกล่าวโทษหรือนำตัวบุคคลมารับโทษทางกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ปฎิบิติตามไอซีซีพีอาร์ และหลายองค์กรยังแสดงความกังวลว่ากระบวนการสมานฉันท์ของรัฐบาลมีข้อบกพร่องอย่างมากมาย

การสอบสวนแกนนำเสื้อแดงโดยศาลยุติธรรมควรจะดำเนินไปอย่างอิสระ เป็นธรรม และเหมาะสมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตามในอดีต บุคคลในกองทัพซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้อมปราบประชาชนจากเหตุการณ์ความ ไม่สงบทางการเมืองในปี 2516, 2519, 2535 และ 2553 ไม่เคยถูกสอบสวนหรือนำตัวมาลงโทษ เช่นเดียวกับเหตุการณ์การความรุนแรงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา

สิ่งที่ผู้ร่างนโยบายสหรัฐควรจะต้องทราบก็คือ ประเทศไทยกำลังประสบกับความทุกข์ที่เกิดจากสภาวะอันปราศจากความชอบธรรมทางกฎหมายภายใต้การนำของรัฐบาลในปัจจุบัน ซึ่งขึ้นสู่อำนาจโดยผลของการรัฐประหารและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกลุ่มเผด็จการทหาร ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน นายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมตัดสินเพิกถอนสิทธิทางการเมืองจากสมาชิกพรรคการเมืองที่มากจากการเลือกตั้งและได้รับความนิยมอย่างสูงสุดอย่างไม่ชอบมาพากล ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการปล้นสิทธิการเลือกตั้งจากประชาชนชาวไทย นอกจากนี้หากบุคคลใดกล้าเสนอความเห็นให้แก้ไขความไม่เป็นประชาธิปไตยนี้กลับถูกจำคุก คุกคาม และในบางกรณีถูกตอบแทนด้วยลูกกระสุนจริง

สำนักงานกฎหมายของผมได้วิพากษ์วิจารณ์การทำลายพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยไว้ในสมุกปกขาวที่มีหัวข้อว่า “การสังหารหมู่ในกรุงเทพมหานคร : ข้อเรียกร้องต่อการแสดงความรับผิดชอบ” โดยอธิบายการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนข้อเท็จความรุนแรง และการคุกคามทางการเมืองการโต้แย้งประเด็นในสมุดปกขาวที่ผ่านมาของรัฐบาลนั้นน่าผิดหวังและไม่ตรงประเด็น นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่โต้แย้งด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐานที่น่าเชื่อถือ แต่เลือกที่จะโต้แย้งข้กล่าวหาโดยการป้ายสีอย่างเลื่อนลอยในประเด็นเรื่องส่วนตัวเพื่อเป็นการเบี่ยงประเด็น ซึ่งไม่ต่างจากบุคคลอื่นในคณะรัฐบาล เนื่องจากเอกสารชิ้นนี้จัดทำขึ้นโดยที่ปรึกษาทางกฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร (ซึ่งเป็นข้อเท็จที่เราได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนตลอดเวลา) และทำให้รัฐบาลไทยเชื่อว่าตนเองไม่มีพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ผมขออนุญาตกล่าวอย่างชัดเจนไว้ในที่นี้ว่าผมไม่ได้เป็นฝ่ายกลาง และผมก็ไม่เคยเสแสร้งว่าผมเป็น เพราะเราได้รับการมอบหมายแต่งตั้งให้แก้ต่างให้กับเหยื่อผู้ถูกกดขี่อย่างทารุณ การอภิปรายในประเด็นนี้ (สมุดปกขาว) ไม่ใช่ว่าใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ประเด็นที่ควรนำมาอภิปรายคือรัฐบาลไทยละเมิดกฎหมายในการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมครั้งที่ผ่านมาหรือไม่และใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตายของประชาชนทั้ง 90ราย การพูดในประเด็นอื่นถือเป็นเรื่องของการพยายามพูดเฉไฉเบี่ยงประเด็น

การที่รัฐบาลนี้ปฎิเสธที่จะสอบสวนเรื่องการล้อมปราบจังอย่างจริงและอภิปรายถกเถียงถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์อย่างรัฐสมัยใหม่อย่างที่รัฐบาลอ้างว่าเป็น เป็นสิ่งที่ทำลายสัมพันธภาพกับสหรัฐ โดยรัฐบาลสหรัฐเข้าใจเป็นอย่างดีว่าจะคงสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสหรัฐกับประชาชนอย่างไร ในขณะที่กดดันให้รัฐบาลไทยเคารพระบอบประชาธิปไตย ระหว่างการเดินทางเยี่ยมเยือนรัฐบาลสหรัฐของนายนภดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาทางกฎหมายของทักษิณ กล่าวว่า “ คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย หากฝ่ายบริหารของโอบาม่ากระตุ้นให้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองคู่แข่งพรรคอื่นได้อภิปรายโต้แย้ง ซึ่งจะนำไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง และนั้นจะนำไปสู่สัมพันธภาพที่เข้มแข็งมากขึ้นระหว่างประเทศไทยและสหรัฐ”

การที่รัฐบาลไม่การดำเนินการสอบสวนกองทัพไทย ทำให้เวลาของความอดทนในวอชิงตันเริ่มจะหมดลง รัฐบาลไทยกำลังจะพลาดโอกาสที่จะรักษาสัมพันธภาพอันดีกับสหรัฐ ดังนั้นถึงเวลาที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน รับประกับเสรีภาพของสื่อ สนับสนุนความเป็นอิสระของระบบตุลาการ และจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิตรประเทศที่แท้จริงควรจะขอให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลนี้ได้ เพื่อที่จะคงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับประชาชนชาวไทย ไม่ใช่แค่ทำการตกลงกับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่มีความน่าเ\\ชื่อถือและความชอบธรรม