Skip to content

Posts from the ‘นปช’ Category

10
พ.ย.

เราทำอะไรได้บ้างในวิกฤติการเมืองไทยครั้งล่าสุด?

เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยได้ก้าวตกลงไปในหลุมกับดักแห่งวิกฤติทางการเมือง ที่ระบอบประชาธิปไตยอันบอบบางของประเทศกำลังเผชิญกับภัยคุกคามของความไร้สเถียรภาพซึ่งดำเนินการโดยเครือข่ายอำมาตย์ที่มีความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์

สำนวนโวหารของพรรคประชาธิปัตย์นั้นน่าพิศวงยิ่งนัก เพียงสามปีครึ่งที่รัฐบาลชุดก่อนสั่งกองทัพให้สลายการชุมนุมอย่างสงบโดยใช้ความรุนแรง ส่งผลให้มีการสังหารประชาชนไทยกว่า 90ราย  และกลุ่มบุคคลที่ต้องรับชอบต่อการสังหารประชาชนกำลังเดินขบวนโดยเชิดชูหลัก “นิติธรรม” “ความรับผิด” และ “การปรองดอง” หากผู้ตายสามารถรับรู้ได้ พวกเขาจะต้องโมโหอย่างแน่แท้

เหตุผลของความพยายามครั้งล่าสุดในการสร้างความไร้สเถียรภาพนี่คือ ความเข้าใจผิดเรื่องข้อเสนอนิรโทษกรรม แม้พรบ.ดังกล่าวจะถูกโหวตคว่ำ (ซึ่งมักเกิดขึ้นต่อกฎหมายที่ไม่ดีในระบอบประชาธิปไตย) แต่เครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์พยายามหาใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กลุ่มนักกิจกรรมของพวกเขา ผู้พิพากษาและวิศวกรยึดอำนาจรัฐบาล

ตามที่หลายคนรู้ดี การยึดอำนาจรัฐบาลในประเทศไทยสามารถเกิดขึ้นได้โดยการกระทำของกองทัพหรือตุลาการ ในสถานการณ์ปัจจุบันของประชาคมโลก การทำรัฐประหารโดยกองทัพและการข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรงคือสิ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับ แต่ทว่าก็ยังเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่ ดูเหมือนว่าเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเลือกใช้บริการตุลาการรัฐประหารมากกว่า โดยจะมีการกล่าวหารัฐบาลแบบเลื่อนลอย หรือใช้ประเด็นเทคนิคทางกฎหมายมาโค่นล้มรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยใช้ความเห็นพ้องของสถาบันพลเรือนในการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง และ “สร้างความชอบธรรม” ให้การส่งผ่านอำนาจซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีเหตุการณ์แบบนี้

เครือข่ายยังคิดที่จะใช้ประโชน์จากผลการตัดสินของศาลโลกกรณีคดีพิพาทเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่เปราะบาง และชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ากรณีพิพาทนี้เป็นโอกาสที่จะปลุกปั่นและปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย

นับตั้งแต่การสังหารหมู่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 มีการดำเนินการเพื่อนำคนผิดมาลงโทษบ้าง โดยอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะถูกแจงข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสต์ไทยที่มีความพยายามนำตัวผู้นำมารับผิดฐานฆ่าประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังมีกระบวนการอีกหลายอย่างที่เราต้องทำอีกมายมาย ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประเทศที่พลเรือนมีอำนาจควบคุมกองทัพเป็นเพียงแค่แนวความคิดในหนังสือมากกว่าความเป็นจริงทางการเมือง

เป็นเรื่องสำคัญที่จะใช้เวลาวิเคราะห์ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนและเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อนำพาประเทศไทยให้พ้นผ่านฤดูกาลแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปได้

ประการแรก เป็นที่แน่ชัดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรตกอยู่ในสภาวะที่ถูกคุกคามอย่างร้ายแรง ฝ่ายตรงข้ามกลุ่มเดิมมองเห็นโอกาสที่จะเพิ่มแรงผลักดันโดยการทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาลกรณีพรบ.นิรโทษกรรม แต่ล้มเหลวอย่างร้ายแรงที่จะพูดถึงกลุ่มคนที่ถูกจำคุกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ประการที่สอง ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันพยายามจะรักษาอำนาจ รัฐบาลเกือบจะสูญเสียความชอบธรรม เพราะรัฐบาลเองได้ลิดลอนสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนจากผู้สนับสนุนรัฐบาล

วิกฤตทางการเมืองในปัจจุบันคือผลผลิตประวัติศาสตร์ของไทย หลายปีนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของทักษิณ ชินวัตร ประสบการณ์ของประเทศไทยต่อประชาธิปไตยก็ล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา มีการจัดการเลือกตั้ง แต่บางครั้งก็มีการจำกัดการเข้าร่วม เพราะผู้นำทางการเมืองและพรรคการเมืองถูกตัดสิทธิ์และถูกยุบครั้งแล้วครั้งเล่าโดยผู้พิพากษาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร และการทำลายเสรีภาพทางการพูดยังทำให้เป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะแสดงความเห็นว่าเขาต้องการอะไรโดยปราศจากความกลัวว่าจะถูกลงโทษทางอาญา

ในขณะเดียวกันสื่อต่างชาติได้เปิดโอกาสให้กับคณะบุคคลที่วางแผนทำรัฐประหาร แม้แต่พาดหัวข่าวของหนังลือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ เขียนโดยนักข่าวที่ครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่ใกล้กับเสธแดงอย่างมากในวันที่เสธแดงถูกลอบสังหาร (การตายที่ไม่เคยถูกสอบสวนอย่างแท้จริง) แต่นักข่าวคนนี้กลับไม่เข้าใจการทำงานของเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอยู่ทั่วไปในสถาบันของประเทศ นักข่าวต่างชาติคนอื่นถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อให้กับกลุ่มอำมาตย์ เพียงเพราะพวกเขาไม่เคยเดินไปไหนไกลจากโรงแรมหรูหราที่พวกเขาพักอยู่

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนเหล่านี้ขาดความเข้าใจเรื่องของการบริหารจัดการอำนาจของเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีหลักนิติธรรม และการดำรงอยู่ของกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความลำเอียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง เพราะการปราศจากความอิสระของตุลาการนี้เองที่ส่งผลให้รัฐบาลชุดก่อนสั่งทหารให้ออกมาจัดการกับประชาชนโดยไม่เกรงกลัวต่อผลที่จะตามมา ที่โชคร้ายคือ พรบ.นิรโทษกรรมซึ่งถูกเสนอด้วยเจตนาที่ดีจะทำให้วัฒนธรรมการทำผิดแล้วลอยนวลของผู้มีอำนาจกลายเป็นอำมตะ

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยชุดปัจจุบันพยายามหลายครั้งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฟื้นฟูสิทธิของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ความพยายามเหล่านี้กลับถูกยับยั้งในทุกครั้ง และอาจจะเป็นเพราะความผิดหวังและความรู้สึกจนตรอกนี่เองที่ทำให้มีการผลักดันพรบ.นิรโทษกรรม แต่เราจะชอบหรือไม่ก็ตาม การกระทำเหล่านี้ดำเนินไปตามกรอบกฎหมายของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย และควรจะมีการแก้ไข้ปัญหานี้ด้วยวิถีทางเดียวกัน แต่ผู้นำฝ่ายตรงข้ามกลับนำเอาประเด็นนี้มาเล่นและใช้เป็นเหตุผลในการล้มล้างรัฐบาล

หลังจากที่ได้เห็นความโหดร้ายป่าเถื่อนในปี 2553 ด้วยตาของผมเอง ผมอยากบอกทุกท่านว่า แรงจูงใจในการเรียกร้องความรับผิดนี้มิได้เป็นไปเพื่อการแก้แค้นหรือเรื่องการเมือง แต่เป็นเพราะประวัติศาสตร์ของไทย ประวัติศาสตร์ของไทยเต็มไปได้วยวงจรแห่งความรุนแรงซึ่งกระทำโดยรัฐต่อประชาชนโดยเกิดขึ้นซ้ำซาก และตามมาด้วยข้อเรียกร้องของกลุ่มอำมาตย์ที่สั่งให้ประชาชนลืมเหตุการณ์เหล่านั้นไป คำวิงวอนขอให้หลอกตัวเองและลืมเลือนเรื่องเหล่านี้ไปคือสิ่งที่ยับยั้งมิให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

เราไม่สามารถปล่อยให้ความล้มเหลวในการสอบสวนเหตุการณ์ปี 2553 จนถึงทุกวันนี้ผ่านไปได้โดยไม่ทำอะไร หากหลักนิติธรรมจะสามารถอยู่รอดได้ในประเทศไทย รัฐบาลจะต้องยึดมั่นในหลักการเหนือผลประโยชน์ในการรักษาอำนาจ และเปิดโปงเครือข่ายที่กดขี่ประชาชนซึ่งออกมาเรียกร้องสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างทารุณ

หากรัฐบาลจะสามารถอยู่รอดภายใต้วิกฤติครั้งนี้ได้ คนเสื้อแดงจะต้องเสนอข้อเรียกร้องที่ไม่น้อยไปกว่าการรับผิดโดยสิ้นเชิงของผู้ที่มีส่วนรับผิดในความรุนแรงปี 2553 และร้องขอความช่วยเหลือจากประชาคมโลกในการฟื้นฟูหลักนิติธรรมและแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยที่ล้าช้าออกไปอย่างมาก

และเมื่อฝุ่นควันได้จางลงและวิกฤตินี้ผ่านพ้นไป รัฐบาลอาจเริ่มเข้าใจและทำงานโดยเคารพผลประโยชน์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้ที่รัฐบาลจะต้องเอาใจใส่อย่างจริงจังมากกว่านี้ สำหรับผมแล้ว การกระทำที่ดีที่สุดคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลตกลงลงนามยินยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ชั่วคราว ตามมาตรา 12.3 และนี่จะเป็นครั้งแรกที่หน้าประวัติศาสตร์ไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแท้จริง

แต่ในระหว่างนี่ ประชาชนไทยจะต้องรวมตัวกันมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับการโจมตีในรูปแบบเดิม รัฐประหารทั้งโดยกองทัพหรือตุลาการต้องกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และไม่ควรมีที่ยืนในอนาคตของประเทศไทย

27
ส.ค.

อภิสิทธิ์ “คารวะ” และ “สานต่อเจตนารมณ์” ของกลุ่มหัวรุนแรงพันธมิตร

หากมองดูเผินๆแล้วก็ดูเหมือนว่ากลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยและชื่นชอบรัฐประหารที่เรียกตัวเองอย่างผิดๆว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุบตัวลง ดังนั้นโดยผิวเผินแล้ว กลุ่มคนที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยควรจะรู้สึกยินดีปรีดา เพราะกลุ่มหัวรุนแรงนิยมความรุนแรงอย่างพธม.คืออุปสรรคขัดขวางความสงบและสเถียรภาพในประเทศไทย แต่กระนั้น เราไม่ควรหลงกลเรื่องการลาออกของแกนนำพธม.เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว กลุ่มหัวรุนแรงซึ่งต่อต้านประชาธิปไตยซึ่งครั้งหนึ่งมีชื่อว่าพธม.ยังคงมองหาหนทางและวิธีการที่จะยับยั้งประชาชนชาวไทยมิให้มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้ทางการเมือง

ท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือในทุกครั้ง เขาได้นำพาพรรคประชาธิปัตย์ออกห่างจากประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2549 นายอภิสิทธิ์รู้ว่าเขาอาจจะต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบในการเลือกตั้งทั่วไป เขาจึงรณรงค์บอยคอตการเลือกตั้ง เขาสร้างสัมพันธ์กับพธม.และนิ่งเงียบเมื่อมีการทำรัฐประหารตามคำเรียกร้องของพธม.ในเดือนกันยายน ปี 2549 นายอภิสิทธิ์นำพาพรรคไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2550 แต่การวางแผนของทหารและสร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มหัวรุนแรงพธม. นายอภิสิทธิ์สามารถขึ้นสู่อำนาจและเกาะแน่นกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลาสองปีกว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์ถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการได้มาซึ่งตำแหน่ง เขาส่งทหารหลายพันนายถึงสองครั้งเพื่อเข่นฆ่าประชาชนไทย เพียงเพราะความจนตรอกต้องการรักษาอำนาจของเขา

เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ในอดีต จึงไม่น่าแปลกใจที่ตอนนี้นายอภิสิทธิ์ได้น้อมรับสถานภาพแกนนำกลุ่มพธม.โดยพฤตินัย คำปราศรัยนายอภิสิทธิ์ต่อผู้สนับสนุนหัวรุนแรงไม่กี่ร้อยคนเมื่อสองสามวันก่อน (24 สิงหาคม พ.ศ. 2556) ซึ่งเป็นคำปราศรัยไม่นานหลังจากการประกาศลาออกของแกนนำพธม. ทำให้เห็นชัดเจนว่าเขาจะสานต่อแนวทางของพธม. ในด้าน “ประชาธิปไตย” นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเขาขอ “คารวะพธม.” และจะ “สานต่อเจตนารมณ์ของกลุ่มพธม.ในการต่อต้านความอยุติธรรมและระบอบทักษิณ”

ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ในการวางบทบาทของเขาในฐานะแกนนำของกลุ่มเคลื่อนไหวขนาดเล็กซึ่งมีมวลชนไม่กี่คนทั้งยังเป็นพวกคลั่งชาติและต่อต้านประชาธิปไตยคือ ความพยายามในการนำพรรคประชาธิปไตยไปสู่การเมือง “บนถนน” หลังจากความล้มเหลวของเขาในการนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงสนับสนุนในการเลือกตั้งของพวกเขาได้ลดลงอย่างแท้จริง การเมืองบนท้องถนนและการใช้ความรุนแรงในการชุมนุมซึ่งไม่ต่างจากพธม.จึงเป็นการเสี่ยงโชคอย่างจนตรอกและครั้งสุดท้ายของเขา

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรคิดว่า “แนวทาง” และ “เจตนารมณ์” ของพธม.นั้นสิ้นสุดลงแล้ว ความอัปยศที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆของนายอภิสิทธิ์ทำให้เห็นเด่นชัดว่า เขาปรารถนาที่จะพยายามทำลายประชาธิปไตยในไทยต่อไป

6
ส.ค.

กลุ่มคนผู้ได้รับสิทธิพิเศษในการทำผิดแล้วลอยนวล

บุคคลผู้แสวงหากระบวนการค้นหาความจริง ความยุติธรรม และการปรองดองที่แท้จริงควรยินดีกับข่าวในวันนี้ที่ศาลอาญาในกรุงเทพฯระบุว่า ไม่มีคนเสื้อแดงหรือผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงคนไหนในวัดปทุมวนารามติดอาวุธในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 และกองทัพภายใต้การสั่งการของรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะต้องรับผิดชอบการเสียชีวิตของพลเรือน 6 รายในวัดปทุมฯ เราต้องใช้เวลานานถึง 3 ปีเพื่อให้ความจริงเริ่มเปิดเผย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความลวงโลกของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีข้อตำหนิ เพราะคณะกรรมการไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการค้นหาความจริง กล่าวคือไม่มีอำนาจในการออกหมายเรียกพยาน

หากปราศจากความจริง ความยุติธรรมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และเมื่อไม่มีความยุติธรรม จึงไม่มีการนิรโทษกรรมที่แท้จริงและประสบผลสำเร็จ บางคนอาจกล่าวว่าในทางพฤตินัยแล้ว กลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยหัวรุนแรงและกลุ่มพันธมิตรของพวกเขา รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ได้รับนิรโทษกรรมไปแล้ว นายอภิสิทธิ์และอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพถูกแจ้งข้อหาสังหารผู้ชุมนุมพลเรือนในปี 2553 แต่กลับแสดงพฤติกรรมยะโสโอหัง เพิกเฉยต่อเงื่อนไขการประกันตัว ซึ่งเป็นการยืนยันสิทธิพิเศษของพวกเขาในการทำผิดแล้วลอยนวล

ทหารซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมในปี 2553 ปฏิเสธอย่างโผงผางที่จะไม่ตอบคำถามใดๆเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมชาติจากเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่สอบสวนคดีดังกล่าวทั้งสิ้น หน้ากากของการทำผิดแล้วลอยนวลเช่นนี้แตกต่างอย่างมากจากการนิรโทษกรรมที่เป็นธรรมและมีประสิทธิผล เพราะเป็นสิ่งชัวร้ายที่นายอภิสิทธิ์นำมาใช้เพื่อเพิกเฉยต่อข้อหาที่เขาถูกแจ้ง

ในทางกลับกัน การนิรโทษกรรมในทางพฤตินัยและสิทธิพิเศษในการทำผิดแล้วลอยนวลของพธม. กองทัพและพรรคประชาธิปัตย์ หมายถึงการที่คนเสื้อแดงทั่วไปยังคงถูกคุมขังในเรือนจำอย่างน่าเศร้า หลายคนถูกป้ายสี ลงโทษโดยกระบวนการยุติธรรมที่มีมลทิล และมีการสร้างหลักฐาน คนเสื้อแดงเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าว ไม่ได้ประกันตัว และบางครั้งได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดี และอาจเรียกได้ว่าเป็นการทารุณกรรม หลายคนยังคงเศร้าเสียใจกับการสูญเสียมิตรสหายของการสังหารหมู่ปี 2553 หลายคนยังคงมีบาดแผลทางร่างกายและจิตใจจากการสังหารหมู่ครั้งนั้น

กระนั้น กลุ่มคนที่ออกคำสั่งสังหารหมู่และเสวยสุขจากการทำผิดแล้วลอยนวลกลับกำลังโจมตีการนิรโทษกรรมอย่างแท้จริงซึ่งจะปลดปล่อยเหยื่อของพวกเขา โดยการใช้ตรรกะที่ไร้สาระและคลุมเครือ มีการอ้างถึงกองกำลังติดอาวุธปริศนาซึ่งไม่เคยมีการพิสูจน์ว่าเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง พวกเขาใช้เรื่องดังกล่าวสร้างอำนาจทางศีลธรรมและกฎหมายในการยิง คุมขังและสังหารผู้ชุมนุม แม้จะมีความพยายามจากนายอภิสิทธิ์ในการจัดตั้งกระบวนการค้นหาความจิรงผ่านทางคณะกรรมการจอมปลอมอย่างคอป. แต่พวกเขากลับไม่มีหน้าที่ที่จะต้องเปิดเผย “ความจริง” ใดๆ สิ่งเหล่านี้เป็นภาระหน้าที่ในทางกฎหมายก่อนมีจะการนิรโทษกรรมที่แท้จริง

นิรโทษกรรมคือวิธีการหนึ่งในการแก้ไขความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความจริง ไม่มีความยุติธรรม และคนเพียงกลุ่มหนึ่งได้รับสิทธิพิเศษในการทำผิดแล้วลอยนวลเท่านั้น การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนย่อมไม่เกิดขึ้น

28
เม.ย.

ความเสื่อมโทรมของประชาธิปไตยไทย – การคุมขังนายก่อแก้ว พิกุลทอง

เป็นอีกหนึ่งอาทิตย์ที่แย่ของประชาธิปไตยไทย เมื่อตุลาการของประเทศส่งนักโทษทางการเมืองอีกหนึ่งคนกลับเข้าคุก เขาคือสส.ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยสังกัดพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง นายก่อแก้ว พิกุลทอง

ในครั้งนี้ การคุมขังมิได้มีมูลเหตุมาจากการพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดทางอาญาหรือถูกตัดสินว่ามีความผิดอื่นใด การคุมขังนายก่อแก้วมาจากการที่ศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีที่หลายคนอาจจมองว่าเป็นประเด็นทางการเมืองโดยสิ้นเชิง โดยศาลสั่งถอนประกันหลังจากที่เขาบังอาจแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความเลวร้ายของศาลรัฐธรรมนูญไทย

ข้อหาดั้งเดิมของนายก่อแก้วมาจากการที่รัฐบาลอันมิชอบด้วยกฎหมายของนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจด้วยเหตุผลทางการเมืองเพื่อใช้กฎหมายข่มขู่แกนนำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดง ในปี 2553 หลังจากคนเสื้อแดง 100 รายถูกยิงสังหารบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ก็แจ้งข้อหาก่อการร้ายต่อนายก่อแก้วและแกนนำอีก 23 คน ซึ่งข้อหาเหล่านี้เป็นเรื่องเท็จ และแน่นอนว่ามีเพียงนายอภิสิทธิ์เท่านั้นที่มีความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงในหลักนิติธรรม เนื่องจากเขาสร้างข้อหาก่อการร้ายต่อการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอันชอบด้วยกฎหมายอย่างสิ้นเชิงและส่วนใหญ่เป็นไปโดยสงบ อย่างไรก็ตามจุดมุ่งหมายในระยะยาวของข้อหาเหล่านี้ไม่จำเป็นเพราะต้องการให้มีการพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดจริง ในทางตรงข้ามกลับเป็นไปเพื่อสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวที่ว่าแกนนำเสื้อแดงอาจถูกส่งเข้าคุกได้ทุกเวลาหากมีความจำเป็น

นอกจากนี้ เป็นเรื่องชัดเจนแน่แท้ว่า การคุมขังและการถอนประกันนายก่อแก้วเป็นไปเพื่อเหตุผลสองประการ ประการแรกคือปิดปากคนที่ต้องการวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญและมีความพยายาม โจมตีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเสนอโดยตัวแทนปวงชนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ประการที่สอง การคุมขังนายก่อแก้วยังส่งสัญญาณว่า “กลุ่มมือที่มองไม่เห็น” ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของไทยมีความเต็มใจและความสามารถใช้ตุลาการทำลายกระบวนการประชาธิปไตย

เพื่อที่จะทำความเข้าใจถึงลักษณะทางการเมืองของการถอนประกันนายก่อแก้ว เราต้องพิจารณาถึงการปฏิบัติของศาลต่อสส.พรรคประชาธิปัตย์นายครรชิต ทับสุวรรณ ซึ่งถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายอย่างโหดเหี้ยม โดยกล้องวงจรปิดได้จับภาพที่เขากำลังสั่นกระสุนใส่ศีรษะของเหยื่อหลายนัด เป็นเหตุให้เหยื่อเสียชีวิตในทันที ตำรวจไม่ได้มองหาผู้ต้องสงสัยอื่นใดในคดีนี้และนายครรชิตได้รับการประกันตัว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผมที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักการที่ว่าเหตุใดการชุมนุมประท้วงถึงถูกมองว่าเป็น “การก่อการร้าย” และการฆ่าคนตายถึงถูกมองว่าเป็นการกระทำผิดที่เบากว่าและมีโอกาสได้รับการประกันตัวมองกว่า แน่นอนว่า เราควรสังเกตว่านายครรชิตเป็นสส.พรรคประชาธิปัคย์ ดังนั้นเขาจึงไม่อยู่ภายใต้หลักนิติธรรมเดียวกันกับที่ใช้อย่างเป็นประจำและไร้ความปราณีต่อใครก็ตามที่บังอาจเป็นคนเสื้อแดง

กลุ่มนักวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันของประเทศไทยไม่ควรเข้าใจผิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำเช่นการคุมขังนายก่อแก้วและการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันฉาวโฉ่เป็นคนละเรื่องกัน ในการตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญควรจะมีการเปิดให้ถูกตรวจสอบ อภิปรายและคัดค้านอย่างเต็มที่ การตัดสินและการบังคับใช้กฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องกลายมาเป็นบทสนทนาประจำวันของประชาชนหากต้องการให้ประชาธิปไตยแบ่งบาน เป็นสิ่งชัดเจนว่าการคุมขังนายก่อแก้วเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพทางการแสดงออกของเขา นายก่อแก้วจะต้องได้รับการปล่อยตัวโดยปราศจากเงื่อนไข และมีการออกกฎหมายที่บัญญัติห้ามมิให้ศาลรัฐธรรมนูญข่มขู่กลุ่มคนที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ศาล

9
เม.ย.

ทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตที่แยกคอกวัว

นายเทอดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์มีอายุเพียง 29 ปี เมื่อเขาถูกสังหารด้วยกระสุนพลซุ่มยิง ในวันนี้เมื่อ 3 ปีก่อน ในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 เขาล้มลงบนพื้นถนนอันแข็งกระด้างในกรุงเทพฯ และบาดเจ็บสาหัส กองกำลังที่ใช้จัดการกับนายเทอดศักดิ์เป็นกองกำลังที่มีเป้าหมายสังหารและผู้สั่งก็จงใจให้เป็นเช่นนั้นแม้ว่าคนที่ลั่นกระสุนจะเห็นชัดเจนว่าเหยื่อของเขาไม่มีอาวุธและมิได้เป็นภัยต่อผู้ใดแต่อย่างใดก็ตาม คำเดียวที่สามารถใช้อธิบายการกระทำเหล่านี้ได้คือการฆาตกรรมและสำนักงานกฎหมายของผมยังคงทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้

นอกจากนี้ หากพิจารณาในประเด็นต่างๆ ก็เป็นเรื่องชัดเจนว่ากองกำลังที่ใช้จัดการกับคนเสื้อแดงที่แยกคอกวัวในคืนอำมหิตเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ออกแบบมาเพื่อสังหารเพียงอย่างเดียว กองกำลังดังหล่าวได้สังหารคนเสื้อแดงทั้งหมด 21 ราย โดยทั้งหมดเสียชีวิตจากกระสุนซึ่งยิงจากปากกระบอกปืนที่มีนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นคนสั่งการ นอกจากนี้ยังมีทหารเสียชีวิตอีก 5 นาย โดยการจบชีวิตของพวกเขาเป็นไปในสถานการณ์ที่เป็นปริศนา ในขณะที่การสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของนักข่าวช่างภาพญี่ปุ่น นายฮิโร มูราโมโตยังคงดำเนินต่อไป การกระทำทั้งหมดนี้ทำให้มีภรรยาม่ายและมารดาหลายคนที่ต้องเศร้าสลดกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่เบื้องหลัง

หากปราศจากความยุติธรรมสำหรับเหยื่อทุกคน โศกนาถกรรมของเดือนเมษยน พ.ศ. 2553 ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ประเทศไทยยังไม่มีความสงบสุขแท้จริงนับตั้งแต่คืนที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตถูกปล่อยให้จมอยู่กับคำถามที่ยังตอบไม่ได้มากมาย

และหากต้องการทำความเข้าใจถึงความรู้สึกอันลึกซึ้งในกรณีการสังหารหมู่ที่คอกวัวในวันที่ 10 เมษายน คุณไม่จำเป็นต้องมองหาที่ไหนอื่นไกลไปกว่าหนังสือภาษาไทยอันน่าทึ่ง ชื่อว่า “คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต”  ซึ่งตีพิมพ์โดยมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย หนังสือเล่มนี้ให้พื้นที่เหยื่อจากเหตุการณ์เดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ได้ร่ำไห้ถึงสิ่งที่ทุกคนควรฟังหากต้องการให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าเพื่อความสมานฉันท์

อย่างกรณีมารดาของนายเทอดศักดิ์ นางสุวิมล ซึ่งบอกเล่าให้กลุ่มผู้เขียนของหลังสืออันยอดเยี่ยมนี้ฟังว่า

“จริงๆลึกๆแล้วยังอยากต่อสู้เพื่อลูก เพราะเขาตายไป เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ตายไปโดยไม่สมควร ไม่สมควรมาทำเขา เรารู้สึกว่าเราทำอะไรไม่ได้ เราแค่เป็นประชาชนคนเล็กๆธรรมดา ขอแค่มีส่วนร่วมไปเดินบ้างอะไรบ้างก็โอเค แต่ยังไงก็ไม่ลืม”

เราควรตรึกครองถึงคำพูดของนางสุวิมลในขณะที่เราร่วมรำลึกถึงวันครบรอบเหตุการณ์ความสูญเสียในเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 – “ฉันยังต้องการจะต่อสู้เพื่อลูก” มารดาคนเสื้อแดงผู้เสียชีวิตไม่สามารถ “ลืม” เรื่องการสูญเสียบุตรหลานแบบนี้ได้อย่างง่ายดายซึ่ง ต่างจากผู้วิจารณ์ นักการเมือง หรือผมกล้าพูดได้เลยว่า แม้แต่นักกฎหมาย เราทำได้แค่เพียงเสนอความช่วยเหลือและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อสู้เพื่อสู้เพื่อความยุติธรรมกับบุคคลที่ตกอยู่ในชะตากรรมแบบเดียวกับนางสุวิมล

เหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่คอกวัวอีกรายคือช่างเย็บผ้า นายวสันต์ ภู่ทอง (อายุ 39 ปี) น้องสาวของเขา น้ำทิพย์เล่าเรื่องผ่านทางหนังสือ “คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต” ว่า

“ตอนนี้ก็ยังคิดถึง เพราะทำงานอยู่ด้วยกันมานานมาก หันไปก็ต้องเจอ เพราะอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ……มันทำใจยาก”

คำพูดของน้ำทิพย์สะท้อนให้เห็นถึงการเสียชีวิตของน้องชายเธอซึ่งถูกสังหารในสถานการณ์อังน่าขยะแขยงได้เป็นอย่างดี การปราศจากความยุติธรรมที่แน่ชัดจะยังคงทำให้เหยื่อจากเหตุการณ์คอกวัวยากที่จะทำใจ “ยอมรับเรื่องแบบนี้”

วันนี้ทีมงานผมได้รับเกียรติพูดคุยกับพี่เขยของวสันต์ นายกลิ่น และเราขอทิ้งท้ายคำพูดของเขาไว้ในบทความนี้ คำพูดเหล่านี้ควรเป็นคำขวัญของเรา ในขณะที่เราร่วมรำลึกถึงวันครบรอบอีกหนึ่งปีที่บุคคลอันเป็นที่รักของเราถูกพรากไป

“ตอนนี้ยังไม่มีความยุติธรรม เพราะคนผิดยังไม่ถูกลงโทษ เราจะยังคงต่อสู้ต่อไปเพื่อความยุติธรรม”

3
เม.ย.

องค์กรรัฐสภาสากลออกคำสั่งประวัติศาสตร์กรณีประเทศไทย

หลังจากเป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกว่า 90 รายถูกสังหารโดยกองกำลังของรัฐบาลบนท้องถนนในกรุงเทพฯ กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่จากองค์การพหุภาคีที่สำคัญ ซึ่งได้ฉายแสงให้เห็นถึงความอยุติธรรมอันแผ่ซ่านในระบบการเมืองไทย

หลังจากการประชุมครั้งล่าสุดในประเทศเอกัวดอร์ องค์กรรัฐสภาสากล (ไอพียู) -ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวรในยูเอ็น และได้รับการยอมรับจากยูเอ็นว่าเป็นองค์กรชั้นนำในด้านรัฐสภา ได้ออกมติแห่งประวัติศาสตร์ประณามการตัดสิทธิ์อันมิชอบด้วยกฎหมายของสมาชิกรัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์

เมื่อแกนนำเสื้อแดงคนสำคัญในรัฐสภา นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นสส.โดยคำสั่งผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม ปี 2555 อันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 25553 ของเขา ซึ่งหลังจากนั้นได้นำไปสู่การคุมขังและทำให้นายจตุพรไม่สามารถไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้

มติของไอพียูคงไว้ซึ่งหลักการที่ว่า การที่นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์ถือ “เป็นการละเมิดพันธกรณีของประเทศไทยที่มีต่อสิทธิมนุษยชนโดยตรง” ในขณะเดียวก็ย้ำถึงความกังวลเรื่องการจับกุมนายจตุพรทซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การใช้อำนาจฉุกเฉินอันมิชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลที่แล้ว รวมถึงข้อหาก่อการร้ายซึ่งมีเหตุจูงใจจากเรื่องทางการเมือง

ตามมติ TH/183 ของไอพียู ซึ่งยื่นในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556 ที่นั่งในรัฐสภาของนายจตุพรถูกเพิกถอนในเวลาที่ “มิได้มีการพิสูจน์ว่าเขากระทความผิดใด” และรายละเอียดคำปราศรัยปรากฎว่า “เป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก” มติยังระบุว่าการกระทำซึ่งยับยั้งมิให้บุคคลผู้ถูกกล่าวหาทางอาญาจากสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งถือ “เป็นข้อจำกัดอันมิสมเหตุสมผล” โดยเฉพาะตามบทบัญญัติของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทางอาญาในการให้ถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์เป็นอย่างอื่น

ไอพียูกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับหลักสำคัญทางกฎหมายและเหตุผลเบื้องหลังการถอนประกันและคุมขังนายจตุพร โดยร้องขอสำเนารายละเอียดข้อหาของนายจตุพร ในขณะเดียวกันก็ร้องขอให้สำนักงานเลขาธิการใหญ่ “เดินทางไปเยือนประเทศไทยเพื่อหยิบยกประเด็นดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่รัฐสภา รัฐบาลและตุลาการผู้มีประสิทธิภาพ รวมถึงมองหาถึงความเป็นไปได้ที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว”

ท่านใดที่สนในสามารถดาวน์โหลดมติของไอพียูได้ที่นี่

ข้างล่างคือคำแปลภาษาไทยบางส่วนของคำสั่งไอพียู

โปรดระลึกว่านายจตุพรถูกตัดสินลงโทษในวันที่ 10 กรกฎาคม และ 27 กันยายน พ.ศ. 2555 ในคดีอาญาสองกระทง โดยถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน (รอลงอาญา 2 ปี) และปรับ 50,000 บาท ตามลำดับในข้อหาหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนี้ทั้งสองคดีอยู่ในระหว่างการอุทรณ์; โปรดระลึกว่าผู้ตรวจการพิเศษองค์การสหประชาชาติส่งเสริมและปกป้องสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก ซึ่งเน้นย้ำในรายงาน (A/HRC/17/27 ของวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554) โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศยกเลิกโทษทางอาญาในคดีหมิ่นประมาท

โปรดระลึกว่าประเทศไทยลงนามในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ดังนั้นจึงมีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิที่รับรองไว้ในกติกาดังกล่าว

เมื่อพิจารณาว่า ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเริ่มอภิปรายเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อรายละเอียดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและการยุบพรรค; โปรดระลึกว่า ที่มาของความหวาดกลัวว่าการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของนายจตุพรอาจถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามใช้โต้เถียงว่าพรรคผู้นำรัฐบาลเพื่อไทย “ส่งนายจุตพรลงสมัครเลือกตั้งในสส.ระบบบัญชีรายชื่อโดยมิชอบ”จึงเป็นเหตุให้การเลือกตั้งเป็นไปในลักษณะที่ “ไม่ซื่อสัตย์และยุติธรรม” ดังนั้นพรรคการเมืองที่เขาสังกัดควรถูกยุบ

1.ไอพียูขอขอบคุณสำนักงานเลขาธิการใหญ่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสำหรับจดหมายและความร่วมมือ

2.ไอพียูยืนยันว่าจดหมายดังกล่าวมิได้ทำให้ไอพียูคลายความกังวลใจกรณีที่นายจตุพรถูกตัดสิทธิ์ด้วยเหตุผลซึ่งขัดต่อพัธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อมาตราฐานสิทธิมนุษยชนสากลโดยตรง

3.เมื่อพิจารณาว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยจะบัญญัติไว้โดยเฉพาะถึงเรื่องการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของบุคคลที่ “ถูกคุมขังโดยคำสั่งทางกฎหมาย” ในวันเลือกตั้ง โดยยับยั้งมิให้บุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ในมาตรา 25 ที่รับรองสิทธิในการ “เข้าร่วมทำกิจกรรมสาธารณะ” รวมถึงการ “ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้ง” โดยปราศจากการ “ข้อจำกัดอันไม่สมเหตุสมผล”

4.เมื่อพิจารณาในแง่ดังกล่าว การปฎิเสธมิให้สส.ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำเพื่อไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตั้งจึงเป็น “ข้อจำกัดอันไม่สมเหตุสมผล” โดยเฉพาะในบทบัญญัติของกติกาที่รับรองว่าบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญาให้ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ (มาตรา 14) และ ให้ได้รับ “การปฎิบัติที่แตกต่างจากบุคคลผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว” (มาตรา 10 (2)(a) ); ไอพียูระบุว่าการตัดสิทธิ์ของนายจุตพรยังปรากฎว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไทยมาตรา 102(4) ซึ่งบัญญัติว่าผู้ที่ถูกตัดสินว่าว่ากระทำความผิดทางอาญาเท่านั้น ที่จะสูญเสียสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่รวมผู้ถูกกล่าวหาทางอาญา

5.ซึ่งไม่ต่างจากกรณีที่ความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของนายจตุพรถูกเพิกถอนในเวลาที่ยังมิได้มีการระบุว่าเขากระทำความผิดใด และในกรณีของคำปราศรัยอันปรากฎว่าเป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ได้ย้ำเตือนถึงความกังวลว่า ศาลสามารถตัดสินกรณีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลระหว่างนายจตุพรและพรรคการเมืองนั้นโดยอันที่จริงก็มิได้มีข้อพิพาทใดระหว่างนายจตุพรและพรรคการเมืองนั้นเลย

6.จากข้อเท็จจริงข้างบน ไอพียูจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อพิจารณาการตัดสิทธิของนายจตุพรอีกครั้งและรับรองว่าบทบัญญัติกฎหมายในปัจจุบันจะมีความสอดคล้องกับมาตราฐานสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง ทางไอพียูประสงค์ที่จะได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้

7.ทางไอพียูยังคงกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาทางกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งอ้างอิงอันเกี่ยวกับข้อหาของนายจตุพร และความเป็นไปได้ที่ศาลอาจสั่งถอนประกันนายจตุพร; ดังนั้นไอพียูจึงประสงค์ที่จะขอสำเนาซึ่งเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว และพิจารณาว่า ในกรณีนี้อาจเป็นเป็นประโยชน์ที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดีในศาล และร้องขอให้เลขานุการใหญ่จัดการการนัดหมายที่จำเป็น

8.ความกังวลของไอพียูต่อกรณีที่นายจตุพรถูกสั่งฟ้อง ตัดสินและลงโทษในความผิดหมิ่นประมาท; ในกรณีนี้ ความเห็นของผู้ตรวจการพิเศษขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ความผิดหมิ่นประมาทมิควรที่จะเป็ความผิดทางอาญา ดังนั้น ไอพียูจึงประสงค์ที่จะเห็นเจ้าหน้าที่รัฐไทยพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และประสงค์ที่จะได้รับสำเนาเกี่ยวกับการพิจารณาดังกล่าว รวมถึงได้รับแจ้งถึงขั้นตอนการอุทรณ์ในคดีดังกล่าว

9.ทางไอพียูพิจารณาว่า คดีในปัจจุบันมีการแตกกิ่งการสาขานอกเหนือจากกรณีของนายจตุพร และยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางรัฐธรรมนูญและระบบระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและศาล; ทางไอพียูจึงร้องขอให้เลขาธิการใหญ่เดินทางไปเยือนประเทศไทยเพื่อหยิบยกประเด็นดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่รัฐสภา รัฐบาลและตุลาการที่ทรงประสิทธิภาพ รวมถึงค้นหาถึงความเป็นไปได้ว่าทางไอพียูจะสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้างในกรณีดังกล่าว

10.ทางไอพียูร้องขอให้เลขาธิการใหญ่ส่งมตินี้ไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่ทรงประสิทธิภาพและผู้ให้ข้อมูล

11.ทางไอพียูร้องขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบคดีนี้อย่างต่อเนื่อง และรายงานให้ทางไอพียูทราบต่อไปในระบะเวลาที่เหมาะสม

11
ธ.ค.

บทเพิ่มเติมกรณีความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์ (พร้อมหลักฐานคำสั่งศอฉ.)

บทเพิ่มเติมที่ยื่นต่อไอซีซีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555 โดยอธิบายถึงความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์ โดยทางเราได้เผยแพร่เอกสารชุดนี้ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน แต่ไม่ได้แนบคำสั่งศอฉ.ที่ส่งไปถึงไอซีซีแต่อย่างใด เนื่องจากนายอภิสิทธิ์พยายามปัดความรับผิดชอบของเขาในระหว่างการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซี ลอนดอนเมื่อวานนี้ ทางเราจึงได้แนบหลักฐานยืนยันถึงความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์

บทเพิ่มเติมกรณีความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์ (พร้อมหลักฐานคำสั่งศอฉ.)

5
พ.ย.

บทเพิ่มเติมกรณีความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์

บทเพิ่มเติมกรณีความรับผิด ทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธ ิ์ยื่นต่อไอซีซีวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ความรับผิดทางอาชญากรรมของนายอภิสิทธิ์

7
ส.ค.

คำร้องเพิ่มเติมเพื่อร้องขอให้สำนักงานอัยการเริ่มการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปี พ.ศ. 2553

คำร้องเพิ่มเติมเพื่อร้องขอให้สำนักงานอัยการเริ่มการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในปร…

27
ก.พ.

คำร้องเพิ่มเติมยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศครั้งที่สาม

บทเพิ่มเติมคำร้องเพื่อขอให้ทำการสอบสวนสถานการณ์ในราชอาณาจักรไทย อันเกี่ยวเนื่องกับการกระทำอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ
ICC Addendum – Thai Language Version