Skip to content

มกราคม 24, 2015

ความน่าสะพรึงกลัวของมาตรา 112 และเผด็จการในประเทศไทย

สหราชอาณาจักรถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่โดดเด่น ไม่ใช่เพราะปราศจากปัญหา แต่เป็นเพราะความยาวนานและเสถียรภาพซึ่งมีรากฐานมาจากการแบ่งแยกเด็ดขาดระหว่างคณะบุคลลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีหน้าที่ร่างกฎหมายและประมุขรัฐ พระมหากษัตริย์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเจ้าหน้าที่ลงนามในหนังสือร่างกฎหมาย

การจัดการแบบง่ายๆนี้ ได้สรุปไว้อย่างบรรจงในเวปไซต์ทางการของสถาบันกษัตริย์แห่งสหราชอาณจักรว่า

“ความสามารถในการร่างและผ่านกฎหมายขี้นอยู่กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์”

นี่คือหลักฐานชัดเจน ความสามารถในการผ่านกฎหมายในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นไปโดยปกติขึ้นอยู่กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่กองทัพ วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยกษัตริย์ หรือกลุ่มเครือข่ายวังขนาดใหญ่ที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองที่ไม่เป็นที่นิยม

และแน่นอนว่า ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งทำงานปกติไม่จำเป็นต้องบังคับให้คนอื่นชอบผ่านทางกฎหมายปิดปากป่าเถื่อนหรือแคมเปญสร้างความเกลียดชังอันน่าสะพรึงกลัว โดยเรียกบุคคลที่วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ว่า “เศษสวะมนุษย์” รวมถึงมีการเรียกร้องให้สังหารและซ้อมทรมานผู้วิจารณ์โดยกลุ่มผู้สนับสนุนแคมเปญเหล่านี้อยู่เป็นประจำ

อีกทางหนึ่งในการทำความเข้าใจระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ “ระบอบสาธารณรัฐที่มีสถาบันกษัตริย์” (ระบอบนี้สถาบันกษัตริย์มีบทบาทน้อยกว่าระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ: ผู้แปล) คำศัพท์นี้ได้รับความสนใจครั้งแรกในการอภิปรายช่วงยุค 90 ว่าประเทศออสเตรเลียควรจะปฏิเสธสถาบันกษัตริย์อังกฤษว่าเป็นประมุขรัฐ และเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐอย่างเต็มตัวหรือไม่

คณะกรรมาธิการซึ่งทำหน้าที่พิจารณากรณีดังกล่าว ซึ่งทำการศึกษาว่าประเทศออสเตรเลียจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญบทไหนบ้างหากต้องการเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐได้สรุปว่า ในกรณีนี้แทบไม่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย

“ประเทศออสเตรเลียเป็นรัฐซึ่งอำนาจสูงสุดมาจากประชาชนอยู่แล้ว และหน่วยงานรัฐต่างๆ ยกเว้นหน่วยงานสูงสุดของระบบ เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมาจากประชาชนทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม องค์ประกอบเดียวของระบบรัฐบาลออสเตรเลียที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบรัฐบาลแบบสาธารณรัฐคือสถาบันกษัตริย์”

จึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศไทยนั้นห่างไกลอย่างมากจากความเข้าใจและการยอมรับของนานาชาติว่าเป็น “ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ”

ปัจจัยเด่นชัดที่สุดซึ่งทำลาย “ความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ” คือบทบาทของกองทัพ ซึ่งใช้อำนาจเกินบรรทัดฐานหรือกรอบที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ได้ประพฤติตนเหมือน “รัฐที่เหนือกว่ารัฐปกติ” (deep state) ซึ่งพวกเขาได้อำนาจมาจากความสามารถในการจัดตั้งความรุนแรง อันนำไปสู่การทำรัฐประหารหลายครั้ง และนั้นคือคือสิ่งที่นักวิชาการอังกฤษ นายดันแคน แมคคาร์โกอธิบายไว้ว่าเป็น “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์”

ตามคำกล่าวของนายแมคคาร์โก “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์”  เข้าใจได้ว่าเป็น “รูปแบบการปกครองโดยกษัตริย์กึ่งหนึ่ง” นำโดย “กษัตริย์ไทยและพวกพ้อง” ซึ่งปราศจากความโปร่งใสโดยเนื้อแท้ เนื่องจากสนับสนุนให้เชื่อถือ ‘คนดี’ และไม่ให้ความสำคัญต่อสถาบันหรือกระบวนการทางการเมืองที่เป็นทางการ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการที่ “กษัตริย์ไทยและผู้แทนกษัตริย์มักแทรกแซงทางกระบวนการทางการเมืองอย่างเข้มข้น” อีกด้วย

แล้วอะไรที่ยับยั้งไมให้คนไทยเข้าร่วมการอภิปรายอย่างแข็งขันเรื่องที่การเคลื่อนไหวของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ หรือคณะรัฐประหารยิ้มสยามเถื่อนนั้นขัดขวางประชาธิปไตยไทยอย่างไร? คำตอบคือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นกฎหมายป่าเถื่อนและน่าสะพรึงกลัว

ใครก็ตามที่สนใจประเทศไทยจะต้องบอกคุณว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” คือ “อาชญากรรม” การพูด “ต่อต้านสถาบันกษัตริย์” โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

บทบัญญัตินี้แตกต่างจากกฎหมายไทยอื่นตรงที่ทุกคนสามารถแจ้งความให้มีการสอบสวนการละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ และเนื่องจากการลงโทษที่ป่าเถื่อน รวมถึงการที่ศาลไทยตีความกฎหมายนี้อย่างคลุมเครือ ไม่มีเหตุผล และโหดเหี้ยม กฎหมายนี้จึงกลายเป็นอาวุธ “อันน่าสะพรึงกลัว” ทางกฎหมายที่ทั้งกลุ่มเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ชุดปัจจุบัน และเผด็จการทหารไทยเลือกใช้

ประชาชน เช่นนักข่าวไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขได้รับโทษจำคุกหลายปีเนื่องจากตีพิมพ์บทความเชิงเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ในขณะเดียวกัน ชายชรา นายอําพล ตั้งนพคุณถูกลงโทษจำคุก 20 ปีเพราะส่งข้อความวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ไปยังโทรศัพท์มือถือของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่ผู้พิพากษาเองยังยอมรับว่าไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของนายอำพลได้อย่างหมดสงสัย

นายอำพลเสียชีวิตในเรือนจำในสภาพที่ย่ำแย่และโศกเศร้าอย่างที่สุด

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลเผด็จการทหารของพลเอกประยุทธ์ได้พยายามยกระดับความน่าสะพรึงกลัวของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนักวิจารณ์และนักวิชาการถูกบังคับให้ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ รวมถึงมีการจับกุมคนหลายคนด้วยกฎหมายนี้ คดีที่ร้ายแรงที่สุดคือการจับกุมและคุมขังนักศึกษาสองคนซึ่งเป็นนักแสดงในละครเรื่อง “เจ้าสาวหมาป่า” ซึ่งเป็นละครที่ถูกมองว่ามีการเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยหมิ่นสถาบันกษัตริย์อย่างมาก

เด็กสองนี้ถูกบีบบังคับด้วยสถานการณ์อันบีบคั้นให้ “สารภาพ” ว่ากระทำผิดทางอาญาและขณะนี้กำลังรอคำพิพากษา ประเด็นคือ ใครก็ตามที่ปฏิเสธที่จะ “สารภาพ” ว่ากระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมักจะไม่ได้ประกันตัวและถูกกักขังเป็นเวลานานในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครซึ่งมีสภาพโสโครกและแออัด

โดยสรุปคือ ประเทศไทยกำลังปกครองด้วยเผด็จการทหาร และหนึ่งในสิ่งบ่งชี้อันชัดเจนอย่างมากที่สุดว่าประเทศไทยยังคงอยู่นอกเหนือการยอมรับของนานาชาติในเรื่องรูปแบบ “ความถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญ” คือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการบังคับใช้ในรูปแบบของการสร้างความน่าสะพึงกลัวในระบบการเมืองไทย

ในระหว่างที่มาตรา 112 ยังดำรงอยู่ ประเทศไทยจะยังคงย่ำอยู่กับที่ต่อไป

Share your thoughts, post a comment.

(required)
(required)

Note: HTML is allowed. Your email address will never be published.

Subscribe to comments