Skip to content

พฤษภาคม 19, 2015

“โชคร้ายที่มีประชาชนเสียชีวิต”

เมื่อห้าปีที่แล้ว วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมือเปล่าหลายพันคนเข้าไปหลบภัยในวัดปทุมฯ หนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงซึ่งสุดตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ พวกเขาเดินทางไปที่นั้น เพราะได้รับคำมั่นสัญญาจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าวัดถูกกำหนดให้เป็นสถานที่พักพิงอันปลอดภัยเพื่อหลบหลีกจากพลซุ่มยิงและทหารที่ถูกรัฐบาลซึ่งนำโดยนายอภิสิทธิ์ส่งไปปฏิบัติการบนท้องถนน ณ จุดนั้น การชุมนุมประท้วงได้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 เดือน ประชาชนเกือบ 90 คนรวมถึงเด็ก ทหาร และพลเรือนมือเปล่าหลายคนถูกสังหาร และอีก 2,000 คนได้รับบาดเจ็บหลังจากที่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ถูกเปลี่ยนให้เป็นสนามรบ

คืนก่อนที่ประชาชนผู้สิ้นหวังซึ่งนั่งจับเข่ากันด้วยความหวาดกลัวในวัดปทุมฯ สมาชิกวุฒิสภาได้พบกับแกนนำผู้ชุมนุมเพื่อพยายามที่จะหาทางออกโดยสันติกรณีที่การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงกำลังกลายเป็นวิกฤติของประเทศอย่างช้าๆ สมาชิกวุฒิสภาเดินทางไปประชุมกับแกนนำผู้ชุมนุมด้วยความเชื่อที่ว่าพวกเขาได้รับคำสัญญาจากนายกฯอภิสิทธิ์ว่าหากแกนนำผู้ชุมนุมตกลงที่จะเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไข กองกำลังทหารของรัฐบาลจะหยุดการ “ปราบปราม” ประชาชนและปล่อยให้ผู้ชุมนุมสลายตัวไปอย่างสันติ

หลักฐานที่เราเผยแพร่เมื่อหลายวันก่อน รวมถึงบันทึกการประชุมระหว่างแกนนำผู้ชุมนุมและตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แกนนำนปช./เสื้อแดงตกลงที่จะเจรจาอย่างไม่มีเงื่อนไข และยินดีทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อช่วยให้การสลายการชุมนุมเป็นไปอย่างสันติ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม หนึ่งวันหลังจากการเจรจาของสมาชิกวุฒิสภาและแกนนำนปช./เสื้อแดงเผยให้เห็นว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์จะมีเจตนาร้ายแล้ว เขายังใช้ผู้แทนสมาชิกวุฒิสภาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงแกนนำผู้ชุมนุม และในช่วงเย็นวันที่ 19 พฤษภาคม กองทัพไทยซึ่งได้รับคำสั่งจากนายอภิสิทธิ์ให้ปฏิบัติการบนท้องถนนในกรุงเทพฯได้ยิงสังหารพลเรือนมือเปล่าที่อยู่ในวัดปทุมฯ

ในค่ำคืนของวันที่ 19 พฤษภาคม ประชาชน 6 รายที่เข้าไปหลบภัยในวัดปทุมเสียชีวิตลง นายมาร์ค แมคคินนอน นักข่าวผู้ที่ได้รับการยอมรับและมากไปด้วยประสบการณ์ซึ่งทำงานให้กับ The Globe and Mail หนังสือพิมพ์แคนาดาติดอยู่อยู่ในวัดปทุมฯ และเป็นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ในปี 2554 เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีว่าวัดปทุมฯ “ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย” และเขา “อยู่ในนั้นหลายชั่วโมงและไม่เห็นปืน” คำให้การของนายแมคคินนอนมิเพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากพยานหลายคนเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากรายงานทางนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงล้วนๆ ไม่มีทางโต้แย้งได้

เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เผยแพร่ข้อสรุปของรายงานนิติวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงคือเหยื่อ 6 รายซึ่งถูกยิงสังหารในวัดหทุมฯไม่มีสารจากการใช้วัตถุระเบิดหรือการยิงปืน และพวกเขาถูกยิงมาจากทิศทางที่ทหารประจำการอยู่ และไม่มีหลักฐานใดระบุว่ามีการยิงตอบโต้ทหาร

แล้วเหตุใดนายกฯ อภิสิทธิ์ ผู้ซึ่งได้รับการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนแพงที่สุดสำหรับชนชั้นนำในอังกฤษและหลังจากนั้นก็จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจึงได้ใช้วิธีการที่หลอกลวงและสะเพร่าในสถานการณ์ที่เกิดการปะทุได้ง่ายเช่นนี้? เหตุใดเขาจึงปล่อยให้กองทัพทำร้ายและสังหารพลเรือน? อภิสิทธิ์ไม่รู้หน้าที่ทางกฎหมายในฐานะนายกรัฐมนตรีในการรับรองว่าจะมีการใช้กำลังอย่างน้อยที่สุดในการสลายการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย?

ตามหลักฐานที่เราเผยแพร่แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ได้รับคำแนะนำจากอัยการสูงสุดอย่างชัดเจนและรับรู้ข้อจำกัดทางกฎหมายในการปฏิบัติการสลายการชุมนุมที่เขาสั่งการ

คำถามชัดเจนที่เกิดจากเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้คือ เหตุใดนายอภิสิทธิ์ถึงไม่ถูกดำเนินคดีในสิ่งที่เขากระทำ? เขาเสียอำนาจการควบคุมทหารที่เขาสั่งให้ไปก่อความรุนแรงต่อประชาชนที่เขามีหน้าที่ปกป้อง? และหากเขาเสียการควบคุม เหตุใดเขาจึงไม่ลาออกโดยทันทีและพยายามดำเนินคดีแต่นายทหารและทหารที่สังหารประชาชนมือเปล่าที่เข้าไปหลบภัยในสถานที่ที่รัฐบาลของเขากำหนดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย?

ตามที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เลือกที่จะทำเช่นนั้น คนที่ถูกนักกิจกรรมประชาธิปไตยขนานนามว่า “มาร์ค ร้อยศพ” จารึกบทบาทของเขาในบทประวัติศาสตร์นองเลือดโดยการตอบคำถามนักข่าวบีบีซีเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในกรุงเทพว่า “โชคร้ายที่มีประชาชนเสียชีวิต”

เราหวังการการเผยแพร่เอกสารเหล่านี้จะทำให้ประชาชนไทยสามารถรักษาอำนาจการควบคุมอดีตได้บ้าง และสิทธิการทำผิดแล้วลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐที่คนอย่างนายอภิสิทธิ์ได้รับจะแห้งเฉาและยุติลงในที่สุด

เราหวังว่าการตายเพราะ “ความโชคร้าย” ในการสังหารหมู่กรุงเทพฯ ทั้งหมดจะได้ถูกลืมเลือนและความยุติธรรมจะเกิดขึ้น

Share your thoughts, post a comment.

(required)
(required)

Note: HTML is allowed. Your email address will never be published.

Subscribe to comments