Skip to content

พฤษภาคม 22, 2015

หนึ่งปีหลังรัฐประหาร ประเทศไทยยังจมยู่ในความมืด

การทำรัฐประหารของกองทัพเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557  หากไม่ถูกวางแผนมาเป็นเวลาหลายเดือนก็เป็นเวลาหลายปี และ ก็เป็นที่ชัดเจนสำหรับคนที่ไม่ยอมปิดหูปิดตาตนเองว่า นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท้วมท้นเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2554 ความศรัทธาอย่างแท้จริงในประชาธิปไตยของคนไทยก็ต้องถูกทำลายแย่งชิงโดยกลุ่มชนชั้นนำที่ร่ำรวยและพวกพ้องในกองทัพไทยของพวกเขา

กลุ่มชนชั้นนำนั้นซึ่งมีชื่อเรียกขานในประเทศไทยว่าอำมาตย์ได้รู้สึกจนตรอกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2554 และใช้กลเกมส์ทุกอย่างในตำราเพื่อหาทางขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวไทย ไม่มีวิธีการใดที่พวกเขาไม่ลองทำ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามผลักรัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ลงไปในหุบเหวระหว่างที่เผชิญกับวิกฤติภัยพิบัติทางธรรมชาติ ใช้ความน่าเชื่อถือของตุลาการที่มีเหลืออยู่น้อยนิดแบบกลับหัวกลับหาง และใช้กลุ่มมาเฟียสร้างความหวาดกลัวต่อคนในกรุงเทพฯอย่างเปิดเผยในระหว่างการชุมนุต่อต้านประชาธิปไตย “กปปส.” หลายเดือนก่อนหน้าที่จะมีการทำรัฐประหาร

หนึ่งในแผนการที่พวกเขาวางแผนมาอย่างดีและระมัดระวังคือความต้องการของกลุ่มอำมาตย์ในการกำจัดนโยบายช่วยเหลือด้านเงินทางการเกษตรที่ได้รับความนิยมอย่างท้วมท้น นโยบายจำนำข้าวซึ่งสื่อตะวันตกหลงกลกับคำพูดของกลุ่มอำมาย์ที่ว่านโยบายที่พยายามจะกระจายความร่ำรวยคือความ “หายนะทางเศรษฐกิจ” ไม่มีนโยบายด้านการเกษตรที่ไหนในโลกนี้ที่หวังจะทำกำไรโดยตรงให้รัฐบาล และข้อเท็จจริงเหมือนจะถูกกลืมเลือนไปเพราะความจนตรอกที่พยายามจะหาเหตุผลบางอย่างมาอธิบายว่า “เหตุใด” จึงมีความจำเป็นที่ต้องทำรัฐประหาร นโยบายจำนำข้าวซึ่งได้รับประชามติประชาธิปไตยอย่างท้วมท้นจากประชาชนไทยในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคมปี 2554 คือเหตุผลของการทำรัฐประหารและการทำลายล้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์

แต่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดรัฐประหารปี 2557 คือการกระทำอันจนตรอกอย่างถึงที่สุดของอำมาตย์ไทยซึ่งรู้ดีว่าอิทธิพลและการอำนาจการควบคุมของพวกเขากำลังตกอยู่ในสภาวะอันตรายและกำลังจะล่มสลายไป การแทรกแซงของกองทัพคือการแสดงออกของกลุ่มอำมาตย์อย่างชัดเจนถึงความเสื่อมของอำนาจการควบคุมสถานการณ์ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

นับตั้งแต่การทำรัฐประหารกองทัพในเดือนพฤษภาคมปี 2557 ประเทศไทยจมดิ่งลงไปสู่ความมืนมนและความโง่เขลาไม่ต่างจากประเทศเกาหลีเหนือ โดยมีสถานความงามเพื่อสุขภาพหรูหราและนายพลที่วางกล้ามโตอย่างพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเล่นบทผู้นำเผด็จการที่วิกลจริตและโหดเหี้ยมอย่างกระตือรือร้น

ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่นักข่าวอย่างเปิดเผยไปจนถึงสั่งห้ามไม่ให้กินแซนวิสต์ในในที่สาธารณะ กฎเกณฑ์ของพลเอกประยุทธ์ยังรวมถึงการจับกุมประชาชนหลายคนตามอำเภอใจ และการใช้ศาลทหารดำเนินคดีกับพลเรือนและซ้อมทรมานฝ่ายตรงข้าม ความสามารถของพลเอกประยุทธ์ในการเปลี่ยนเรื่องตลกเหนือจริงไปสู่ศิลปะการเป็นเผด็จการอันชั่วช้าที่สุดได้ลดสถานภาพประเทศไทยให้เหลือเพียงแค่เป็นประเทศนอกคอกของประชาคมโลก และชื่อเสียงของประชาชนที่รักประชาธิปไตยถูกกดให้ต่ำลงไปอีกโดยกลุ่มผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพ นอกกฎหมายและน่ารังเกียจ

และเกิดอะไรขึ้นกับกลุ่มผู้นำที่ชอบด้วยกฎหมายที่ประชาชนไทยเลือก? ในขณะนี้ เรื่องล่าสุดของบทละครตลกอันน่าเศร้าของกลุ่มอำมาตย์คือการดำเนินคดีอาญาต่อนายกฯยิ่งลักษณ์ในข้อหา “คอรัปชั่น” เพราะทำตามนโยบายจำนำข้าวที่รัฐบาลของเธอได้รับประชามติจากประชาชนไทย ศาลระบุอย่างชัดเจนว่านายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้ถูกดำเนินคดีเพราะ “การคอรัปชั่น” ส่วนตัว แต่เพราะล้มเหลวในการป้องกันมิให้เกิด “คอรัปชั่นที่ถูกกล่าวหา” ในการดำเนินนโยบายนั้น แม้ว่าจะมีการสอบสวนเป็นเวลาเกือบปี ข้อมูลชิ้นเล็กชิ้นน้อยของ “คอรัปชั่นที่ถูกกล่าวหา” ดังกล่าวปรากฎออกมาและมีขนาดเล็กน้อยมากหากเทียบกับขนาดของการ “คอรัปชั่น” ในนโยบายช่วยเหลือด้านเงินของประเทศอื่น แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือประเทศอื่นเหล่านั้นดำเนินคดีต่อคนที่กระทำผิดคอรัปชั่นนั้นถูกโดยตรง และไม่มีการใช้การกระทำผิดดังกล่าวเป็นเหตุผลของการทำลายประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และบังคับประชาชนให้อยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพ

ผู้สังเกตุการณ์บางคนเข้าใจผิดที่เรียกการดำเนินคดีต่อยิ่งลักษณ์ว่าเป็นการแก้แค้นตระกูลชินวัตร เพราะพลาดที่จะเข้าใจถึงข้อเท็จจริงที่ว่าวัตถุประสงค์นี้กว้างกว่านั้น การดำเนินคดีนี้คือความอาฆาตพยาบาทที่มีต่อประชาชนไทยและประชาธิปไตย ข้อความของอำมาตย์นั้นชัดเจนคือ ประชาชนไทยหลายคนสามารถลงคะแนนเสียงเลือกนโยบายที่กระจายความร่ำรวยซึ่งชอบด้วยกฎหมายได้ แต่กลุ่มอำมาตย์ยังยินดีที่จะใช้กำลังอันทารุณเพื่อบดขยี้การตัดสินใจเลือกตามระบอบประชาธิไตย จำคุกผู้นำของประชาชนและยับยั้งหลักนิติธรรม

การดำเนินคดียิ่งลักษณ์คือความพยายามวางรากฐานการทำลายประชาธิปไตยไทยและเพื่อ “อบรมฝึกฝน” ความคาดหวังของประชาชนไทย แม้ว่ากลุ่มอำมาตย์จะพยายามอย่างมากที่จะควบคุมอดีตของประเทศตนเองด้วยการปกปิดบทบาทในการก่ออาชญากรรมอันเลวร้ายเฉกเช่นการสังหารหมู่กรุงเทพฯปี 2553 แต่พวกเขายังต้องการควบคุมอนาคตโดยทำให้ชัดแจ้งว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงจะไม่มีวันเกิดขึ้นและรัฐบาลไหนก็ตามที่พยายามทำงานตามประชามติประชาธิปไตยสามารถถูกดำเนินคดีได้ตลอดเวลาด้วยวิธีการนอกกฎหมาย

กระนั้น หนึ่งปีหลังจากที่พวกเขาทำร้ายประชาชนของตนเองครั้งล่าสุด กลุ่มอำมาตย์ยังไม่เข้าใจว่าพื้นที่เขายืนอยู่นั้นกำลังจะถล่มลงอย่างรวดเร็ว เจตนารมณ์ของประชาชนไทยยังไม่แตกสลายและความปรารถนาที่จะมีประชาธิปไตยและจัดตั้งระบบความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐของพวกเขายังคงอยู่ และนี่ก็มิใช่สิ่งอื่นใดนอกจากบทเรียนอันแท้จริงของการทำรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Share your thoughts, post a comment.

(required)
(required)

Note: HTML is allowed. Your email address will never be published.

Subscribe to comments